Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

โศรดา ศรประสิทธิ์ ผู้นำที่โอบอุ้มหัวใจด้วย Empathy

โศรดา ศรประสิทธิ์ ผู้นำที่โอบอุ้มหัวใจด้วย Empathy

เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งวิ่งเล่นอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ ชีวิตของเธอผูกพันกับตัวอักษรมาตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่เด็กคนนี้เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่ออยู่ทุกสัปดาห์คือ เสียงรถขนส่งที่จะนำหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาส่งที่บ้าน พร้อมนิตยสารสตรีสาร และสกุลไทยที่แม่สมัครสมาชิกไว้ให้ เธออ่านทุกหน้าอย่างไม่รู้เบื่อ ตั้งแต่ข่าวการเมือง ซุบซิบดารา ไปจนถึงนวนิยายเรื่องยาว ในบ้านที่พ่อและพี่ชายล้อมวงคุยกันเรื่องฟุตบอลสนุกสนานตามประสาผู้ชาย หน้าหนังสือนิยายเหล่านี้คือพื้นที่พิเศษสำหรับจินตนาการ และเป็นสิ่งเชื่อมโยงการคุยกันหนุงหนิงประสาแม่กับลูกของเด็กหญิงกับแม่เรื่อยมา

จินตนาการละเมียดละไมจากน้ำหมึกของ ว.วินิจฉัยกุล ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เธอจับจังหวะภาษาและมองเห็นทุกอย่างเป็นภาพในหัวมาทีละน้อย โดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งในอนาคตสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นอาวุธลับสำคัญในโลกธุรกิจโฆษณาพันล้านของหญิงแกร่งที่ชื่อ โศรดา ศรประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป ประเทศไทย และนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT

เส้นทางชีวิตของเธอขยับขยายสู่เมืองกรุงเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยม และต่อมาเลือกเรียนปริญญาตรีสาขาการบริหารงานบุคคล (HR) เพราะสนใจเรื่องราวของคนเป็นทุนเดิม หลังเรียนจบเธอเริ่มงานแรกด้วยการโบยบินขึ้นฟ้าเป็นแอร์โฮสเตสของสายการบิน Bangkok Airways และ Alitalia ทุกครั้งที่เครื่องลงจอดในต่างแดน ขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นมุ่งหน้าหาของแบรนด์เนมหรูหรา แต่แอร์สาวคนนี้กลับชอบเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น เพื่อไปยืนอ่านฉลาก ยืนมองชั้นวางของ มองดูว่าผู้คนในแต่ละประเทศกินอะไร ใช้อะไร และคิดอะไรอยู่ มันคือความหลงใหลในพฤติกรรมมนุษย์ (Consumer Behavior) ที่ฝังอยู่ในสายเลือดมาโดยตลอด

เมื่ออายุ 27 ปี เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานแอร์โฮสเตสเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Management ที่อังกฤษ เพราะอยากได้รากฐานการบริหารธุรกิจ หัวข้อวิทยานิพนธ์ของเธอเป็นการวิจัยเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ (Merger & Acquisition) เพราะอยากเข้าใจว่าคนจากสองวัฒนธรรมที่ต่างกันมาก ๆ จะมาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

เมื่อกลับมาเมืองไทยในวัย 29 ปี เธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในบริษัทข้ามชาติชั้นนำ เริ่มจากการดูแลบัตร Platinum ที่ American Express ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นดีที่สอนให้เธอเข้าใจคุณค่าของความซื่อสัตย์และการให้เกียรติผู้คน ก่อนจะย้ายไปทำทีมผลิตภัณฑ์ที่ Citibank และได้ลองไปทำงานที่ดับเบิ้ลเอ ในบทบาทมนุษย์เงินเดือนสายการตลาดเธอมีนิสัยแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบแอบหนีเจ้านายไปนั่งสิงอยู่ที่บริษัทเอเจนซีโฆษณา ไปนั่งเฝ้าข้าง ๆ กราฟิกดีไซเนอร์ ดูเขาจัดเลย์เอาต์ คุมโทนภาพ เพราะเธอ “อิน” กับงานสายสร้างสรรค์และรายละเอียดเหล่านั้นเหลือเกิน

จนกระทั่งก้าวสู่วัย 35 ปี จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อเพื่อนสนิทชวนให้มารับช่วงซื้อต่อบริษัทเอเจนซีดิจิทัลเล็ก ๆ ที่ชื่อ Brilliant Million ในช่วงปี 2552 ที่โซเชียลมีเดียยังไม่ได้เป็นเครื่องมือหลักทางการตลาดด้วยซ้ำ สินทรัพย์ที่เธอได้มาในวันแรกมีเพียงโต๊ะทำงาน และเริ่มต้นธุรกิจบริษัทโดยมีทีมงานเป็นเด็กจบใหม่เพียง 5 ชีวิต กับมีลูกค้าแค่ 2 ราย  แต่เธอก็เดินหน้าลุย เพราะคิดเพียงว่าอยากทำธุรกิจเล็ก ๆ ที่มั่นคง ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน และได้อยู่กับสิ่งที่รัก

จากวันแรกที่เริ่มต้นด้วยทีมงานแค่ไม่กี่คน เธอพาทีมเอเจนซีเด็กใหม่สร้างคว้าเกียรติยศใหญ่ได้รางวัล Thailand Digital Agency of the Year ในปี 2555 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัทก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับท็อปของประเทศ และหลังจากเดินทางร่วมกันมาครบ 10 ปี ในปี 2562 เธอตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการพาบริษัทควบรวมกิจการเข้ากับ Publicis Groupe ยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากฝรั่งเศส เพื่อหา shelter และขยายโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูล (Data Infrastructure) ให้ก้าวทันโลก

โศรดา ศรประสิทธิ์ Group CEO Publicis Groupe Thailand และ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT
โศรดา ศรประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป ประเทศไทย และนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT

กลุ่มบริษัท Publicis Groupe มองเห็นจิตวิญญาณผู้ประกอบการและความน่าเชื่อถือในตัวเธอ ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2565 เธอได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป ประเทศไทย (Publicis Groupe Thailand) และยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT อีกด้วย นี่คือบทบาทที่ทำให้เธอได้ยืนอยู่ในจุดที่มองเห็นความเคลื่อนไหวของธุรกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้คนได้อย่างใกล้ชิดที่สุด ปัจจุบันเธอคุมบังเหียนดูแลพนักงานกว่า 750 ชีวิต ภายใต้ 14 แบรนด์เอเจนซีชั้นนำของประเทศ

บทเรียนราคาแพงของ “คนสมบูรณ์แบบ”

ในอดีต เมื่อเอ่ยชื่อ โศรดา ศรประสิทธิ์ ทุกคนจะรู้ดีว่าเธอคือ Perfectionist ตัวแม่ที่มาตรฐานสูงลิ่วและเคี่ยวกรำงานจนตึงเปรี๊ยะ ในช่วง 5-10 ปีแรกของการขึ้นเป็นผู้บริหาร เธอตั้งความหวังไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์และกดดันทั้งตัวเองและทีมงานอย่างหนัก

โศรดาเล่าอดีตอย่างตรงไปตรงมาว่า “ในช่วง 5 ปีแรกของการเป็นเจ้านาย ตอนนั้นทั้งโหดทั้งเฮี๊ยบเลย ถ้าให้คะแนนตัวเอง ก็ให้ได้แค่ไม่เกิน 5 เต็ม 10 เท่านั้นแหละ ให้มากกว่านี้ไม่ได้จริง ๆ” พร้อมหัวเราะขำเมื่อนึกถึงตัวเองในวันก่า  ๆ

ในวันนั้น ความอินในงานและความเป็นคนชอบความสมบูรณ์แบบชนิดที่ทุกอย่างต้อง “เป๊ะ” ทำให้เธอกลายเป็นคนดุและใช้อารมณ์ ลูกน้องบางคนถึงกับต้องยืนซ้อมพูดกับกระจกในห้องน้ำก่อนจะเดินเข้าห้องมาพรีเซนต์งานกับเธอ วันไหนพาลูกน้องไปพบลูกค้า แล้วเห็นน้อง AE (Account Executive) เดินมาหน้าสด ปากไม่ทาลิป สีสันไม่มี เธอจะลากแขนเข้าไปในห้องน้ำแล้วจัดการแต่งหน้าให้ทันที เพราะยอมไม่ได้กับความไม่พร้อม หรือบางครั้งไอเดียงานที่ส่งมาไม่ตรงมาตรฐาน เธอก็ตัดบทกลางคัน ไล่ลูกน้องออกจากห้องประชุมดื้อ ๆ ซึ่งเธอมาเรียนรู้ทีหลังว่า ในโลกขององค์กรใหญ่จะทำแบบนั้นไม่ได้เลย แต่วันเวลาช่วงนั้นเธออินกับงานมากเกินไปจนสร้างบาดแผลให้คนทำงานโดยไม่รู้ตัว

มาตรฐานที่สูงจนเกือบระเบิดนี้ เริ่มสร้างกำแพงล่องหนกั้นเธอออกจากลูกน้อง จนกระทั่งมีสองเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ทำให้เธอได้สติ

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่มุมหนึ่งในออฟฟิศ โศรดาเดินผ่านแล้วได้ยินพนักงานจับกลุ่มนินทาเธอเข้าจัง ๆ  ว่าโดนเธอด่าอยู่ตลอดเวลา วินาทีนั้นเหมือนโดนน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้า เธอกลับมานั่งทบทวนว่าตัวเธอด่าเขาจริง ๆ แม้เจตนาจะอยากให้งานออกมาดีที่สุด แต่วิธีการแสดงออกแบบนั้นผิดและทำร้ายใจคน

หลังจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์ที่สองก็เกิดขึ้นในบ้าน เมื่อความตึงเป๊ะในงานเริ่มลามมาสร้างความอึดอัดให้คนรอบตัว จนแม่ต้องมานั่งจับเข่าคุยกับเธอและเตือนว่าให้ช่วยเข้าใจคนอื่นด้วยเพราะเขาอาจจะไม่ได้เก่งแบบเธอ คำพูดเรียบง่ายของแม่ทำให้น้ำตาซึมและคิดได้ว่าคนเราเติบโตมาจากภูมิหลัง สังคม และการเลี้ยงดูที่ต่างกัน จะไปคาดคั้นให้ทุกคนคิดได้เร็วและเก่งเท่ากันหมดไม่ได้

จากผู้ควบคุมเกม สู่ “ยานแม่” ของทุกคน

เมื่อเวลาผ่านไป หลากหลายประสบการณ์ในชีวิตและการทำงานช่วยบ่มเพาะมุมมองใหม่และความเข้าใจใหม่ ๆ ในหลายเรื่อง โศรดาเลือกที่จะลดทิฐิและเปลี่ยนทัศนคติตัวเองใหม่ทั้งหมด จากผู้ควบคุม (Controller) ที่คอยทุบโต๊ะสั่งการ เปลี่ยนมาเป็นผู้สนับสนุน (Supporter) อยู่เบื้องหลัง จากเจ้านายสายบู๊ที่พร้อมฟาดฟัน กลายมาเป็น “ยานแม่” หรือร่มไม้ใหญ่ที่ทุกคนพร้อมจะวิ่งเข้ามาพึ่งพิงหลบฝน

ในอาณาจักรที่ดูแลคนกว่าเจ็ดร้อยชีวิตนี้ คำว่า CEO แทบจะหายไปจากปากพนักงาน เพราะเด็ก ๆ ในออฟฟิศต่างเรียกเธอด้วยคำเดียวกันว่า “แม่”

โศรดาเล่าว่า พอเด็ก ๆ เรียกเธอว่าแม่ บรรยากาศการทำงานก็เลยเปลี่ยนเป็นเหมือนครอบครัว เวลาเธอดุหรือบ่นอะไรแรง ๆ ออกไป แทนที่จะเครียดจนร้องไห้เหมือนเมื่อก่อน พวกเขากลับขำแล้วแอบไปรวมตัวตั้งแก๊งบอกกันเองขำ ๆ ว่าคอยหลบแม่ดี ๆ หรือตั้งใจทำงานดี ๆ เพราะพวกเขารู้ดีว่าต่อให้แม่จะบ่นจนหูชาขนาดไหน สุดท้ายแม่คนนี้ก็ยอมพับแขนเสื้อลงไปนั่งพิมพ์งาน ช่วยแก้ไอเดียร่วมกับพวกเขาจนเสร็จอยู่ดี ไม่ว่าจะต้องอยู่กันค่ำมืดดึกดื่นแค่ไหน

อันที่จริงแล้ว ความเป็น Perfectionist ไม่ได้หายไปไหนเลย มันแค่เปลี่ยนมาเป็นการพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง (Fact-based) แทนการใช้อารมณ์ สมองของเธอยังคงทำงานรวดเร็วราวกับเครื่องจับผิดตัวอักษร ถ้ามีตัวอักษรผิดสักตัวก็ไม่มีวันรอดพ้นสายตาเฉียบคมปานเหยี่ยวของเธอไปได้

“ถ้าลูกน้องพิมพ์คำว่า ‘ลม’ เป็น ‘รุม’ ก็จะเรียกมาอธิบายให้ฟังว่า ตัวอักษรเปลี่ยนไปแค่ตัวเดียว ความหมายก็เปลี่ยนไปคนละเรื่องทันที และถ้างานโฆษณานี้ออกสู่สาธารณะ ในแง่ข้อกฎหมายเราอาจโดนฟ้องได้” โศรดาเล่ายิ้มๆ ซึ่งพอสอนด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ทุกคนก็เข้าใจและอยากพัฒนาตัวเองโดยไม่รู้สึกกดดัน

ความรักแบบแม่ยังขยายวงไปถึงการดูแลหลังบ้านของพนักงานอย่างลึกซึ้ง โศรดามีพี่ชายแท้ ๆ คือ คุณแจ็ค  ทำงานอยู่ในบริษัทด้วยกัน ซึ่งมักโดนน้อง ๆ แซวบ่อย ๆ ว่าเหมือนแขกโพกผ้าเดินเก็บหนี้ เพราะบริษัทมีกองทุนเงินกู้ยืมร้อยเปอร์เซ็นต์แบบไม่เสียดอกเบี้ยไว้ช่วยเหลือพนักงาน ใครเดือดร้อนเรื่องครอบครัว ต้องการเงินห้าหมื่นหรือหนึ่งแสนไปหมุน สามารถมาหยิบยืมได้แล้วค่อย ๆ ผ่อนคืนทีละนิด เธอเชื่อมั่นว่า ถ้าพนักงานไม่มีความกังวลเรื่องหลังบ้าน เขาก็จะเอาสมองและหัวใจมาทุ่มเทกับงานได้เต็มที่ นี่คือสิ่งที่สร้างความไว้วางใจ (Trust) ร่วมกันอย่างแท้จริง

โศรดา ศรประสิทธิ์ Group CEO Publicis Groupe Thailand และ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT
โศรดา ศรประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป ประเทศไทย และนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT

นอกจากนั้น ในบทบาทผู้นำองค์กรและนายกสมาคมโฆษณา โศรดายังให้ความสำคัญกับการบริหารหัวใจคนไม่แพ้กัน เธอมองว่าผู้นำยุคใหม่ไม่ใช่คนที่ออกคำสั่งเก่งที่สุด แต่คือคนที่รับฟัง เข้าใจ และเปิดพื้นที่ให้ทีมได้เติบโต เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มี AI เข้ามา คุณค่าของคนก็เปลี่ยนตาม เธอไม่ได้กลัวว่า AI จะทำให้คนตกงาน แต่เชื่อว่าคนทำงานต้องเก่งขึ้นจากการใช้ AI เป็นเครื่องมือ

ขณะเดียวกันองค์กรก็ห้ามหยุดสร้างคนรุ่นใหม่เด็ดขาด นี่คือเหตุผลที่เธอทุ่มเทผลักดันโครงการ DAAT University (DAATU) เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยี คอนเซ็ปต์ และกรณีศึกษา จากผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อพลังบวกและรักษาศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว

อาวุธลับจากหนังสือนิยาย 300 เล่ม

จิ๊กซอว์ความสำเร็จในงานครีเอทีฟของหญิงแกร่งสายบริหารคนนี้ซ่อนอยู่ในสมาร์ตโฟนและ iPad ของเธอ  ปัจจุบันในแอปพลิเคชันอีบุ๊กของโศรดามีหนังสือนิยายรวมกันอยู่ถึง 378 เล่ม ซึ่งเปรียบเสมือนพื้นที่หลบภัยทางใจในวันหยุด เธอยังคงเป็นนักอ่านตัวยงที่เปิดอ่านนิยายทุกครั้งเมื่อมีเวลาว่าง ไม่ว่าจะตอนนั่งกินข้าว วันเสาร์-อาทิตย์ หรือตอนเดินทางบนเครื่องบิน เพื่อผ่อนคลายสมองจากเรื่องตัวเลขและงานบริหารที่ชวนให้เหนื่อยล้า โดยมี ว.วินิจฉัยกุล และ  พงศกร เป็นนามปากกาของนักเขียนในดวงใจ

โศรดาเผยเคล็ดลับว่า การที่เธออ่านหนังสือมาตลอด 30-40 ปี ทำให้เธอเข้าใจฉันทลักษณ์และจังหวะของภาษาได้เร็วมาก

การอ่านนิยายเรื่องยาวมาทั้งชีวิตหล่อหลอมให้สมองของเธอมีความสามารถพิเศษ เวลาลูกน้องเอาคอนเซปต์โฆษณามาวาง แว่บเดียวที่สายตากวาดผ่าน ตัวอักษรเหล่านั้นจะถูกแปลงเป็นภาพเคลื่อนไหวและมีเสียงขึ้นมาในหัวของเธอ เธอจะรู้ได้ทันทีว่า mood & tone แบบนี้ควรใช้ภาพ (visual) แบบไหน

ไม่เพียงแค่งานโฆษณา โศรดายังใช้ทักษะการอ่านนี้ในการบริหารคน เธอชอบเข้าไปอ่านโซเชียลมีเดียของพนักงานแทบทุกคน เพื่อดูว่าช่วงนี้ชีวิตของน้องคนไหนเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร แล้วจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าคนไหนชอบกินอะไรหรือไม่ชอบอะไร ตอนเดินสวนกันในออฟฟิศ เธอจะทักทายเรื่องที่เขาไปเที่ยวมา หรือสั่งของโปรดมาวางไว้ให้

“แค่อยากให้น้อง ๆ รับรู้ว่าพวกเขามีความหมายสำหรับเรานะ เพราะยังจำความรู้สึกของตัวเองตอนเป็นเด็กใหม่เพิ่งเริ่มทำงานได้ดีว่า เวลาเจ้านายทักทายเราด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ โอ้โห ใจฟู ดีใจมาก กำลังใจมาเต็มเปี่ยมเลย”  โศรดาเล่าไปยิ้มไป

โมเดล Power of One และสมรภูมิโฆษณายุคใหม่

พลังแห่งจินตนาการและความเข้าใจมนุษย์ผ่านตัวหนังสือไม่ได้แค่ช่วยชุบชูใจในวันว่าง แต่กลายเป็นอาวุธลับสำคัญที่โศรดานำมาใช้บริหารอาณาจักรโฆษณาพันล้าน ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโควิด-19 ที่งบโฆษณาของลูกค้าโดนตัดก่อนเป็นอันดับแรก

หลายคนมองว่าตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลของไทยที่ลดลงต่ำสุดในอาเซียนเป็นสัญญาณขาลง แต่โศรดากลับมองต่างมุม เธอบอกว่านี่ไม่ใช่การหดตัว แต่เป็นยุคที่นักการตลาดใช้เงินอย่างฉลาดและเน้นประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ  เพราะแบรนด์ไม่ได้ต้องการซื้อสื่อให้มากที่สุด การใช้พลังของข้อมูลและ AI มาทำ Hyper-targeted Marketing สื่อสารเฉพาะเจาะจงกับผู้บริโภค เป็นกลยุทธ์ที่ใช้งบน้อยลงแต่เข้าเป้าแม่นยำกว่าเดิม

ด้วยวิธีคิดนี้ เธอจึงนำพา Publicis Groupe Thailand พลิกฟื้นกลับมาเติบโตแบบ Double Digit ได้สำเร็จ พร้อมทั้งชนะการช่วงชิงงานระดับภูมิภาค คว้าสิทธิ์ดูแลมีเดียของ Unilever มูลค่ากว่าสามพันล้านบาทมาอยู่ในมือ โดยใช้โมเดล Power of One ที่ทลายกำแพงระหว่างบริษัทในเครือ เปลี่ยนบทบาทของเอเจนซีจากการผลิตโฆษณาไปเป็นพันธมิตรธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาองค์กรแบบครบวงจร โดยนำพนักงานจาก 3 ชนเผ่าที่คิดต่างกันสุดขั้วมารวมพลังกัน ได้แก่ เผ่า Creative (พวกช่างฝันที่ใช้เสียงและความรู้สึกของมนุษย์นำทาง) เผ่า Media (พวกมนุษย์ตัวเลขที่มองทุกอย่างเป็นผลลัพธ์และระบบ Automation) และเผ่า Digital (พวกลูกครึ่งสายพันธุ์ใหม่ที่ต้องทำงานตอบโจทย์ระบบและแพลตฟอร์ม)

โศรดาเล่าว่า การเอาคนสามกลุ่มที่มี Ego และวิธีคิดแตกต่างกันสุดขั้วมาทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกันและดูงบกำไรขาดทุน (PNL) ตัวเดียวกันเป็นเรื่องยากมาก แต่ทำสำเร็จเพราะสร้างวัฒนธรรมที่เน้นเรื่อง Respect (การให้เกียรติซึ่งกันและกัน) และ Sincerity (ความจริงใจ)

บทพิสูจน์เรื่องความจริงใจและการมองความสัมพันธ์แบบ Person-to-Person ที่เด่นชัดที่สุดคือ กรณีศึกษาของแบรนด์ระดับโลกอย่าง KFC ในอดีตโศรดาเคยดูแลงานครีเอทีฟให้ KFC มายาวนาน 4 ปีเต็ม แต่อยู่มาวันหนึ่งบริษัทแพ้การประมูลและเสียบัญชีลูกค้ารายนี้ (Account) ไปถึง 2 ปีเต็ม ส่งผลให้รายได้หดหายไปเหลือเพียงหนึ่งในสาม แต่ตลอดสองปีนั้นเธอยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เธอยังบินไปประชุมต่างประเทศร่วมกับลูกค้า ดึงเครื่องมือ Social Listening มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และทำรายงานส่งให้ลูกค้าโดยไม่คิดเงิน

จนกระทั่งครบสัญญาและเปิดประมูลงานใหม่อีกครั้ง ลูกค้าโทรศัพท์มาเปิดอกคุยกับเธอและบอกความรู้สึกว่า พวกเขาเคยทำให้เธอผิดหวังและทิ้งเธอไป แต่เธอไม่เคยทิ้งพวกเขาเลย ในที่สุดเธอก็ทวงคืนงานทั้งหมดกลับมาได้สำเร็จ

ความเข้าใจมนุษย์คือความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ในยุคที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน สามารถสร้างรูป วางแผน หรือคิดคอนเทนต์ได้ในไม่กี่วินาที โศรดามองว่า AI เป็นเพียงผู้ช่วยที่ดี แต่ไม่มีทางทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด เพราะ AI ไม่มีอารมณ์ ไม่มีประสบการณ์ชีวิต และไม่เข้าใจรากเหง้าวัฒนธรรมที่ทำให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ในวันที่ทุกแบรนด์เข้าถึง AI ได้เหมือนกัน ความต่างจึงอยู่ที่ว่าใครจะตั้งคำถามได้ดีกว่า และใครเข้าใจความเป็นมนุษย์มากกว่า

นี่คือเหตุผลที่เธอชี้ชวนให้ทุกแบรนด์หยุดการโฟกัสแค่ยอดขายระยะสั้น (Performance Marketing) แล้วหันกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ในระยะยาว (Brand Building) เพื่อผสานเทคโนโลยีเข้ากับความรู้สึกของคนอย่างเหมาะสม เพราะต่อให้ระบบเทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความเข้าใจมนุษย์คือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่แท้จริง

ปล่อยวางความตึงเครียด สู่ความสุขเรียบง่าย

เบื้องหลังภาพลักษณ์ผู้บริหารหญิงแกร่งระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่ต้องแต่งตัวเนี้ยบ แบรนด์เนมหัวจรดเท้า เพื่อเป็นกลไกชดเชยและปกป้องตัวเองจากความกดดันในชีวิตการทำงานมาตลอด ในวันนี้เมื่อแสงไฟในออฟฟิศดับลง  โศรดาในวัยปัจจุบันได้ค้นพบสิ่งที่เรียกว่า “อิสรภาพทางใจ” ที่มีคุณค่ากว่าชื่อเสียงใด ๆ

จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากชีวิตคู่ในปัจจุบันที่มี Life Partner คอยดูแลและซัพพอร์ตใจอย่างเต็มที่ ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความตึงเครียดลง

โศรดาเล่าว่า เมื่อก่อนเธอต้อง “เป๊ะ” ตลอดเวลา แต่พอมาใช้ชีวิตคู่ในปัจจุบัน เธอได้รับการดูแลที่ดีและใช้ชีวิตเรียบง่ายขึ้นมาก วันเสาร์-อาทิตย์เธอจะไม่แต่งหน้าเลย ปล่อยหน้าสด ใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ ถือถุงผ้าธรรมดา ๆ แล้วนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ Vespa ของสามี ชวนกันไปกินข้าวมันไก่หรืออาหารง่าย ๆ แถวหมู่บ้าน ซึ่งเธอรู้สึกว่านี่แหละคืออิสระทางใจที่แท้จริง

การเรียนรู้ที่จะใจดีกับตัวเองมากขึ้น แสดงออกผ่านสองโปรเจกต์ส่วนตัวที่เธอเลือกทำเพื่อชุบชูใจ

โปรเจกต์แรกคือ การปรับปรุงซ่อมแซมบ้านหลังใหม่แถวเกษตรนวมินทร์ เพื่อพาคุณแม่มาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งเธอรู้สึกว่า “มันโคตรดีเลย” ที่ได้เห็นครอบครัวมาอยู่รวมกัน

และโปรเจกต์ที่สองคือ การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็ก Mini Electric สีแดง ซึ่งเป็นรถในฝันที่เธออยากได้มานานกว่าสิบปี ไปยืนดูที่โชว์รูมถึงสามรอบแต่ไม่เคยตัดใจซื้อ เพราะนิสัยส่วนตัวที่ชอบซื้อของใหญ่ ๆ ให้คนอื่น ซื้อรถให้พี่  ซื้อของให้แม่ แต่พอเป็นเรื่องของตัวเองจะคิดแล้วคิดอีกจนเหนื่อยว่ามันคุ้มค่าไหม

เธอพูดถึงความรู้สึกว่า ตอนนี้เธอเรียนรู้ที่จะมอบความสุขให้ตัวเองบ้าง เลยตัดสินใจเดินไปซื้อเลย เลือกโมเดล Freedom Choice จ่ายก้อนเดียวจบเพื่อแลกกับความสุข ทุกวันนี้เธอขับเจ้ารถคันเล็กสีแดงนี้ไปไหนมาไหนอย่างสบายใจ เวลาไปเที่ยวก็พับเบาะหลังลงให้เป็นที่นั่งของ “เฉาก๊วย” เจ้าสุนัขปอมสีดำตัวโปรด ชีวิตมันก็แค่นี้เอง

จากเด็กหญิงผู้รักการอ่าน ผ่านคืนวันแห่งการเคี่ยวกรำตัวเองแบบ Perfectionist จนถึงวันที่เข้าใจโลกและเลือกที่จะเติมเต็มชีวิตด้วย Empathy ทุกวันนี้โต๊ะทำงานของหญิงแกร่งในฐานะ CEO คนนี้อาจจะยังเต็มไปด้วยตัวเลขโปรเจกต์พันล้าน ระบบ AI ล้ำสมัย และแรงกดดันมหาศาล แต่หัวใจของโศรดา ศรประสิทธิ์ได้ทะยานสู่ชั้นบรรยากาศที่เบาสบาย กลายเป็นยานแม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังบวกและพร้อมจะโอบอุ้มผู้คน 750 ชีวิตให้มุ่งไปข้างหน้าด้วยกันอย่างยั่งยืนที่สุดแล้ว

บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘ชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล’ WashXpress เติบโตยั่งยืนด้วยประสิทธิภาพ

กัปตัน นพ.กรพรหม แสงอร่าม กับภารกิจเหนือผืนฟ้าของเครื่องบินพยาบาล AirAMB เมื่อทุกวินาทีคือความหวังของผู้ป่วย

ถอดวิธีคิด ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ จากเจ้าของวลี ‘ดูปากณัชชานะคะ’ สู่ทักษะการปรับตัวในโลกที่หมุนไว  

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar