คำถามเรื่อง AI ขององค์กรกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่า AI ใช้ทำอะไรได้บ้าง จะช่วยธุรกิจได้อย่างไร หรือเป็นเพียงกระแส มาสู่คำถามว่าองค์กรใดจะขึ้นมาเป็นผู้นำ องค์กรใดจะเป็นผู้ตาม และใครมีความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะหลังจากหลายองค์กรใช้เวลาทดลอง AI มาระยะหนึ่ง ความแตกต่างเริ่มไม่ได้อยู่ที่ใครมีงบประมาณมากกว่า มีคนเก่งกว่า หรือใช้โมเดล AI ที่ใหญ่กว่า แต่อยู่ที่ว่าองค์กรสามารถนำ AI ออกจากโครงการทดลอง แล้วขยายไปสู่การใช้งานจริงทั้งองค์กรได้หรือไม่
อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวในงาน KBTG Techtopia 2026 ว่า ช่องว่างระหว่างองค์กรที่เป็นผู้นำกับองค์กรที่ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ AI กำลังกว้างขึ้น จุดต่างสำคัญอยู่ที่วิธีคิดของผู้นำว่า มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ หรือนำ AI มาเป็นแกนกลางในการสร้างรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ เปลี่ยนกระบวนการทำงาน สร้างความสามารถในการแข่งขัน และหารายได้จากแหล่งใหม่
องค์กรที่เดินไปถึงจุดนั้นคือสิ่งที่ไอบีเอ็มเรียกว่า AI First Enterprise ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนำ AI ไปใช้ในบางกระบวนการ แต่เป็นการออกแบบองค์กรโดยมี AI เป็นส่วนสำคัญตั้งแต่ต้น และทำให้ AI เชื่อมเข้ากับข้อมูล แอปพลิเคชัน กระบวนการทำงาน ระบบอัตโนมัติ ความปลอดภัย ธรรมาภิบาล ตลอดจนคนและทักษะ ก่อนขยับไปสู่การออกแบบธุรกิจใหม่
จากทดลอง AI สู่การเปลี่ยนทั้งองค์กร
การเป็น AI First Enterprise เริ่มจากผู้นำ อโณทัย มองว่า หลังจากองค์กรใช้เวลาราว 10 ปีเปลี่ยนผู้นำจากยุคแอนะล็อกไปสู่การเป็น Digital Leader วันนี้กำลังถึงรอบของการเปลี่ยนไปสู่ AI Native Leader ซึ่งต้องคิดมากกว่าการเลือกว่าจะนำ AI ไปใช้ตรงไหน แต่ต้องตั้งคำถามว่า หากสร้างองค์กรขึ้นใหม่โดยมี AI เป็นแกนกลาง องค์กรนั้นควรถูกออกแบบอย่างไร
ความแตกต่างนี้จะเริ่มเห็นชัดขึ้นเมื่อ AI ถูกขยายจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง นักวิเคราะห์มองว่า ภายในปี 2030 องค์กรที่เป็นผู้นำด้าน AI First สามารถสร้างผลิตภาพเพิ่มขึ้นได้ถึง 42% หากองค์กรหนึ่งไปถึงระดับดังกล่าว ขณะที่คู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันยังอยู่ในช่วงทดลอง ความแตกต่างจะเกิดขึ้นทั้งต้นทุนการให้บริการ ความเร็วในการตัดสินใจ และความสามารถในการแข่งขัน
เส้นทางจากการทดลองไปสู่ AI First จึงต้องผ่านการนำ AI เข้าไปเชื่อมกับความสามารถที่องค์กรมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน ข้อมูล ขั้นตอนการทำงาน ระบบอัตโนมัติ ความปลอดภัย ธรรมาภิบาล รวมถึงการสร้างบุคลากรที่สามารถทำงานร่วมกับ AI และต่อยอดนวัตกรรมได้ เมื่อเชื่อมส่วนเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว จึงขยับไปสู่การออกแบบและกำหนดรูปแบบธุรกิจใหม่เพื่อสร้างการเติบโต
องค์กร AI First สามารถสร้างผลิตภาพได้สูงกว่าองค์กรที่เพิ่งเริ่มต้น 70% มีความเร็วในการตัดสินใจและดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น 74% และส่งมอบโครงการหรืองานได้เร็วขึ้น 67% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างการมี AI กับการนำ AI เข้าไปเปลี่ยนวิธีทำงานขององค์กรอย่างจริงจัง
IBM ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ 4.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
ไอบีเอ็มเองใช้เวลาช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนองค์กรด้วย AI และระบบอัตโนมัติ พร้อมปรับปรุงระบบเทคโนโลยีตั้งแต่งานทรัพยากรบุคคล การเงิน ห่วงโซ่อุปทาน การขาย ไปจนถึงการดำเนินงาน ผลที่ได้คือผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
อโณทัย ระบุว่า เงินที่ประหยัดได้จากการเปลี่ยนองค์กรไม่ได้จบลงที่การลดต้นทุน แต่ถูกนำกลับไปลงทุนเพื่อสร้างการเติบโต ทั้งการซื้อกิจการ การควบรวมกิจการ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีควอนตัม จึงเกิดวงจรที่ผลิตภาพจาก AI กลายเป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนในอนาคตของบริษัท
ทิศทางการลงทุนขององค์กร AI First ก็กำลังเปลี่ยนในลักษณะเดียวกัน จากช่วงแรกที่เน้นใช้ AI เพิ่มผลิตภาพและลดค่าใช้จ่าย มาสู่การใช้ AI เพื่อสร้างรายได้ อโณทัยระบุว่า สองในสามขององค์กรกลุ่มนี้เริ่มเปลี่ยนแผนการลงทุนไปสู่ AI ที่ช่วยสร้างโอกาสด้านรายได้ และ 60% ลงทุนเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ หรือรูปแบบธุรกิจใหม่ที่มี AI เป็นกลไกสำคัญ
AI Infrastructure โต 150% ไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลางภูมิภาค
การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในองค์กร แต่เห็นได้จากเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI คลาวด์ และศูนย์ข้อมูล อโณทัย ระบุว่า ช่วงต้นปี เงินลงทุนในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI เติบโตประมาณ 90% เมื่อเทียบกับปีก่อน ก่อนเพิ่มเป็น 150% ในข้อมูลช่วงกลางปี
ประเทศไทยกำลังอยู่ในทิศทางเดียวกัน ปีที่แล้วมีโครงการโครงสร้างพื้นฐาน AI ศูนย์ข้อมูล และคลาวด์ได้รับอนุมัติมากกว่า 30 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 700,000 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีนี้จำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติเพิ่มเป็นประมาณ 50 โครงการ และอโณทัยเชื่อว่ามูลค่าจะขึ้นไปแตะ 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้
เม็ดเงินดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประเทศไทยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐาน AI ของภูมิภาค แต่การเติบโตนี้มาพร้อมโจทย์ที่ต้องจัดการ ทั้งพลังงาน การจัดสรรน้ำ การเตรียมบุคลากร การวางผังเมือง และกฎหมายที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจกับความปลอดภัย
CEO 80% เชื่อ AI สร้างรายได้แต่มีเพียง 20% เห็นทางชัด
แม้องค์กรจำนวนมากเห็นตรงกันว่า AI จะมีบทบาทต่อธุรกิจ แต่ปัญหาอยู่ที่การเปลี่ยนความเชื่อไปสู่การลงมือทำ ไอบีเอ็มผ่าน IBM Institute for Business Value หรือ IBV ร่วมกับ Oxford Economics สำรวจผู้บริหารระดับ CEO ทั่วโลก 2,000 คน รวมถึงในอาเซียนและประเทศไทย โดยเป็นผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ที่มีรายได้ตั้งแต่ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป และดำรงตำแหน่งหรืออยู่ในอุตสาหกรรมนั้นมาอย่างน้อย 5 ปี
ผลสำรวจพบว่า 80% ของ CEO เชื่อว่า ภายในปี 2030 AI จะเป็นกลไกหลักในการสร้างการเติบโตของรายได้ แต่มีเพียง 20% ที่เห็นเส้นทางชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะไปถึงจุดนั้น ขณะที่ 68% กังวลว่าโครงการ AI ที่กำลังทำอยู่อาจล้มเหลวก่อนจะสามารถขยายผลได้
ช่องว่างระหว่างความเชื่อกับความสามารถในการลงมือทำจึงยังเป็นโจทย์ใหญ่ขององค์กร แม้ AI จะถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญ แต่หากยังอยู่ในระดับโครงการทดลองโดยไม่สามารถเชื่อมเข้ากับระบบและกระบวนการขององค์กร ก็ยากที่จะสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจในระดับที่แตกต่างจากคู่แข่ง
องค์กรหันใช้โมเดลเฉพาะทาง สร้างความต่างจาก LLM
การสร้างความได้เปรียบด้วย AI ยังมีโจทย์เรื่องโมเดล เพราะหากทุกองค์กรใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ผ่านการฝึกมาแล้วเหมือนกัน ทุกคนก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและความสามารถของ AI ในระดับใกล้เคียงกัน ความแตกต่างทางการแข่งขันจึงลดลง
ทิศทางที่กำลังเกิดขึ้นคือ Hybrid Model ซึ่งนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่มาใช้ร่วมกับโมเดลเฉพาะทางที่ออกแบบสำหรับองค์กร ทำงานบนข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร รวมถึงโมเดลขนาดเล็กที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับงานเฉพาะด้าน
อโณทัย กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบมุมมองตั้งแต่ปี 2025 ไปถึงปี 2030 สัดส่วนความสำคัญของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ผ่านการฝึกมาแล้วมีแนวโน้มลดลง ขณะที่โมเดลเฉพาะทางและโมเดลขนาดเล็กมีบทบาทมากขึ้น เพราะเป็นส่วนที่องค์กรสามารถใช้สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ ปัจจุบัน 95% ขององค์กรที่อยู่ในการสำรวจกำลังเร่งทำให้โมเดลเหล่านี้สามารถใช้งานจริง พร้อมสร้างความเชี่ยวชาญทางเทคนิคภายในองค์กรและมองหาแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่น เพื่อลดการผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
Digital Sovereignty เมื่อ AI กลายเป็นเรื่องความมั่นคง
เมื่อข้อมูล AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้าไปอยู่ในกระบวนการสำคัญขององค์กร ประเด็น Digital Sovereignty หรืออธิปไตยทางเทคโนโลยีดิจิทัลจึงมีความสำคัญมากขึ้น อโณทัย มองว่า AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานด้านความมั่นคง ทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ และระดับองค์กร
องค์กรจึงต้องคิดถึงความสามารถในการควบคุมและกำกับดูแลข้อมูล AI และเทคโนโลยีของตัวเอง ควบคู่กับการเลือกสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่น ไม่ทำให้องค์กรต้องผูกติดอยู่กับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการเพียงรายเดียว
สำหรับไอบีเอ็ม เทคโนโลยี 3 ด้านที่จะกำหนดอนาคตองค์กรในทศวรรษหน้า ได้แก่ การเปลี่ยนองค์กรไปสู่ AI First Enterprise การใช้ Hybrid Cloud เพื่อบริหารระบบคลาวด์ให้เหมาะสม และเทคโนโลยีแนวหน้าอย่าง Quantum Computing ซึ่งกำลังเข้าใกล้การใช้งานจริงมากขึ้น
AI Governance ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรก
การขยาย AI ให้ครอบคลุมทั้งองค์กรไม่ได้มีเพียงโจทย์ด้านเทคโนโลยี หลายองค์กรต้องการขยายการใช้ AI แต่ติดข้อกังวลของคณะกรรมการและผู้บริหารเรื่องความเสี่ยง ทำให้ AI Governance กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการขยายผล
อโณทัย อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง AI ความไว้วางใจ และมูลค่าทางธุรกิจว่า AI สร้างความเป็นไปได้ แต่ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการยอมรับ และเมื่อเกิดการยอมรับจึงนำไปสู่มูลค่าทางธุรกิจ AI Governance จึงต้องถูกวางเป็นหลักการ นโยบาย และกรอบการกำกับดูแลตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการนำ AI ไปใช้งานภายใต้แนวคิด Responsible AI
เป้าหมายคือทำให้ AI ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า พนักงาน คณะกรรมการ ผู้บริหาร หน่วยงานกำกับดูแล และสังคม องค์กรจึงไม่ควรรอให้ AI ถูกนำไปใช้ในวงกว้างแล้วค่อยสร้างกติกาตามหลัง แต่ต้องวางธรรมาภิบาลตั้งแต่วันแรก เพื่อให้สามารถขยายการใช้งานได้อย่างปลอดภัย
เป้าหมาย AI First คือออกแบบธุรกิจใหม่
อโณทัย กล่าวว่า เส้นทางการเปลี่ยนองค์กรสามารถแบ่งออกเป็นหลายระดับ เริ่มจากการทำงานด้วยคนและระบบอัตโนมัติ ก่อนนำ AI เข้าไปใช้ในบางกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ จากนั้นจึงขยายไปสู่การปรับกระบวนการทำงานทั้งองค์กรให้ทำงานอัตโนมัติมากขึ้น และไปถึงขั้นที่องค์กรสามารถออกแบบธุรกิจใหม่โดยมี AI เป็นส่วนสำคัญ
ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในสองระดับแรก มีเพียงบางส่วนที่ขยับไปสู่ระดับสามและสี่ แต่ความแตกต่างด้านผลตอบแทนเริ่มเห็นได้ชัด องค์กรที่ไปถึงระดับการออกแบบธุรกิจใหม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ได้สูงกว่าองค์กรที่อยู่ในระดับแรกถึง 150%
จุดเปลี่ยนของ AI Transformation จึงไม่ได้อยู่ที่การมี AI มากขึ้น แต่อยู่ที่องค์กรสามารถนำ AI เข้าไปเปลี่ยนวิธีคิด วิธีตัดสินใจ วิธีทำงาน และวิธีสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้มากเพียงใด จาก AI ที่เริ่มต้นในฐานะเครื่องมือ กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ร่วมงาน และต่อไปจะกลายเป็นกำลังคนดิจิทัลที่ทำงานร่วมกับคนในองค์กร
อโณทัยเรียกช่วงเวลานี้ว่า Day Zero ของ AI Revolution ไม่ใช่เพราะ AI เพิ่งเกิดขึ้น แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างของธุรกิจและสังคมกำลังเริ่มเกิดขึ้นอย่างจริงจัง การตัดสินใจของผู้นำในวันนี้จึงจะกำหนดว่าองค์กรจะขยับจากการทดลอง AI ไปสู่การใช้ AI เปลี่ยนธุรกิจได้เร็วเพียงใดในทศวรรษข้างหน้า
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
KBTG Techtopia: Human of Tomorrow เมื่อมนุษย์ต้องกำหนดทิศทาง AI
IBM ย้ำยุค AI Revolution ‘ความเชื่อใจ’ คือใบอนุญาตเดียวของธุรกิจ



