นั่งดูข่าวน้ำท่วมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วคุ้น ๆ ว่าก่อนหน้ามีเสียงเตือนจากสำนักต่าง ๆ ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ให้เตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับผลกระทบจากจากภาวะฝนทิ้งช่วงอันเนื่องจากปรากฎการณ์เอลนิโญ ไม่ใช่ให้ระวังฝนกระหน่ำแบบคืนเดียว (25 กันยายน 2569) ทำเอาหลายพื้นที่โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เปลี่ยนจากพื้นผิวเป็นเวิ้งน้ำไปในชั่วข้ามคืน
ข่าวระบุ ปริมาณฝนแถว ๆ มีนบุรี คลองจั่น คลองสามวา พุ่งทะลุไปที่ 300 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นระดับที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร บอกว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับเหตุการณ์ฝนตกหนักจากพายุที่เคยเกิดเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งเป็นระดับที่ยากต่อการรับมือ
ท่าทีดังกล่าวดูโน้มไปทางยกธงขาว ซึ่งต่างไปจากลีลาช่วงหาเสียงของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจว่าสามารถรับมือกับปัญหาของเมืองหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างการประกาศว่า ได้ศึกษาปัญหา กทม. มาแล้ว 2 ปี ต้องการพัฒนาระบบน้ำให้ระบายไวขึ้น หรือปัญหา (กทม.) ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์แต่เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เป็นต้น หวังว่าบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ จะทำให้ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้ทบทวนว่า การหาเสียงที่ล้ำเกินไป แต่พอเกิดเหตุจริงกลับรับมือได้ผิดฟอร์มนั้น เหมือนส่งตัวสำรองลงสนามนั้นเข้าข่ายโฆษณาเกินจริง ที่เสี่ยงส่งผลกระทบต่อความนิยมทางการเมืองได้….
ช่วงที่ฝนกระหน่ำกรุงเทพฯ และอีกหลาย ๆ จังหวัดในเขตภาคกลางและภาคตะวันออก จากอิทธิพลของร่องมรสุม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย อยู่ระหว่างเตรียมเดินทางกลับหลังจบภาระกิจ ร่วมประชุมสัมมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 81 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ทริปนี้นายกฯ นอกจากไปแถลงบนเวที UN ที่โชว์จุดยืนใหม่ไทย ด้วยการเสนอให้มีการปฏิรูปสหประชาชาติแล้ว ยังมีคิวไปเปิดการขายเพื่อเชิญชวนให้กลุ่มทุนในสหรัฐฯ ให้มาลงทุนในไทย เช่นเดียวกับครั้งเดินทางเยือนหลายประเทศก่อนหน้านี้
ตามโปรแกรมนายกฯ อนุทินมีนัดกับนักธุรกิจสหหรัฐฯ 2 กลุ่มหลัก คือสมาชิกสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน และหอการค้าสหรัฐฯฟัง (24 กันยายน 2569) และอีกกลุ่มนักลงทุนกองทุนชั้นนำของสหรัฐฯ ร่วมกับ Jefferies Group LLC บริษัทการเงินและการลงทุนระดับโลก
นายกฯ อนุทินเปิดการขายด้วยธีมประเทศไทยคือประเทศแห่งโอกาส กับนักลงทุนสหรัฐฯ ทั้ง 2 กลุ่ม ด้วยการชูว่า ไทยเป็นประตูสู่อาเซียน การมาลงทุนในไทยจะมีประชากร 700 ล้านคนทั้งภูมิภาคเป็นตลาดรองรับ ประเทศไทยทำข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศเขตเศรษฐกิจ รวมทั้งสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับนักลงทุน
พร้อมโชว์ว่า ประเทศไทยได้ปรับปรุงระบบการเข้ามาลงทุน Thailand Pass ลดขั้นตอนในการลงทุน และอ้างถึงตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนว่ารอบ 6 เดือน ที่ผ่านมามีตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วถึง 80% รวมไปถึงไทยมีส่วนร่วมในในห่วงโซ่อุปทานโครงสร้างพื้นฐาน AI และไทยจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงของโลกในอนาคตอีกด้วย
จุดขายที่นายกฯ อนุทินชูขึ้นมาขายในเวทีที่สหรัฐฯ ไม่ได้ต่างจากคราวเดินทางไปเยือนฝรั่งเศสเมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา หรือที่ออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ในเดือนสิงหาคมมากนัก นายกฯ อนุทินได้ยกจุดแข็งข้างต้นมาขายกับนักลงทุนทั้ง 3 ชาติเช่นกัน ต่างกันในรายละเอียดเล็ก ๆ เท่านั้น
แต่น่าสังเกตุว่านายกฯ อนุทิน ไม่ได้ยกเรื่องความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ชองไทยขึ้นมาขายมากนัก ทั้งที่เป็นจุดแข็ง ที่บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงชี้ว่า เป็นปัจจัยที่ทำให้หลายอุตสาหกรรมมองไทยเป็นหนึ่งในจุดกระจายความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านห่วงโซ่อุปทาน ในช่วงที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ลามไปหลายภูมิภาคทั่วโลกได้ เพราะโลกไม่ได้แข่งเรื่องต้นทุนเหมือนในอดีต แต่มองหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดแทน
เรื่องการลงทุน ก่อนหน้านี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เคยโพสต์ไว้ว่า ต่างชาติมองว่าไทยคือดาวรุ่งประเทศเกิดใหม่ ที่สามารถคว้าโอกาสจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ของโลกรอบนี้ โดยอ้างถึงการลงทุนเอกชน ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อย่างอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด เป็นต้น และหวังว่าไทยจะก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของ Global supply chain ที่สามารถส่งผ่านลงไปถึงอุตสาหกรรมในประเทศได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
เป้าหมายที่ว่านับท้าทายที่สุด และหากนายกฯ สามารถปิดการขาย และทำยอดดึงการลงทุนเข้าเป้า จากการโรดโชว์หลาย ๆ ประเทศในช่วงที่ผ่านมาได้ โอกาสที่ภาคการลงทุนของไทย จะก้าวไปถึงจุดนั้นก็มีมากขึ้นตาม แต่ทว่า ก่อนอื่นคงต้องเร่งพิชิตน้ำรอระบายให้ได้เสียก่อน…
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน



