การใช้หน้าจอในช่วงต้นของชีวิต เกี่ยวข้องกับพัฒนาการสมองและการปรับตัวของเด็กอย่างไร เป็นคำถามสำคัญท่ามกลางสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว งานวิจัยติดตามเด็กระยะยาวในสิงคโปร์ พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้หน้าจอระดับสูงใน 2 ปีแรก กับพัฒนาการของเครือข่ายสมองบางส่วน แต่การนำข้อค้นพบมาใช้ ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กและเทคโนโลยีในแต่ละยุค ขณะที่แนวทางดูแลต้องครอบคลุมทั้งครอบครัว โรงเรียน และการออกแบบแพลตฟอร์ม เพื่อให้เด็กเรียนรู้และใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้ดีขึ้น
แพทย์หญิง Ai Peng Tan ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัยระบบประสาทในเด็กและนักประสาทวิทยาศาสตร์ด้านพัฒนาการมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และ Amanda Third นักวิจัยระดับศาสตราจารย์และผู้อำนวยการร่วมศูนย์วิจัย Young & Resilient มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในช่วงเสวนา The Great Rewiring บนเวที CNN Global Perspectives ที่กรุงเทพฯ การสนทนาเชื่อมข้อค้นพบด้านพัฒนาการสมองกับการดูแลเด็กที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน ตลอดจนบทบาทของครอบครัวและแพลตฟอร์มในการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่เหมาะสม
หน้าจอช่วงวัยต้นเชื่อมโยงพัฒนาการสมอง
Ai Peng กล่าวว่า การศึกษาในสิงคโปร์เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 โดยติดตามเด็กตั้งแต่แรกเกิดและนำกลับมาตรวจสมองด้วย MRI อย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการถ่ายภาพ ช่วยให้นักวิจัยศึกษาทั้งโครงสร้างสมอง การสื่อสารระหว่างสมองส่วนต่าง ๆ และการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการเรียนรู้ ทีมวิจัยจึงสามารถย้อนดูข้อมูลที่เก็บมาประมาณ 17 ปี เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการใช้หน้าจอช่วงต้นของชีวิต กับพัฒนาการในระยะต่อมา
เธอกล่าวว่า งานศึกษาพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้หน้าจอในระดับสูงช่วง 2 ปีแรก กับแนวทางพัฒนาการของเครือข่ายประมวลผลการมองเห็น และเครือข่ายควบคุมการคิด โดยเนื้อหาที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว อาจกระตุ้นประสาทสัมผัสมากเกินไป และสัมพันธ์กับการที่เครือข่ายสมองพัฒนาเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเร็วในลักษณะนี้ไม่ได้หมายถึงผลดีเสมอไป เพราะสมองต้องการเวลาในการพัฒนา และรักษาความยืดหยุ่นสำหรับการเรียนรู้
Ai Peng กล่าวว่า ความยืดหยุ่นของสมอง ช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะใหม่ และปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม หากช่วงเวลานี้สั้นลง อาจเกี่ยวข้องกับการรับมือความเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเด็กต้องเผชิญทั้งการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และความสัมพันธ์ทางสังคม ในกลุ่มที่ศึกษา ทีมวิจัยพบว่า เด็กที่มีการพัฒนาของสมองเร็วขึ้น มีปัญหาด้านการตัดสินใจ และมีความวิตกกังวลปรากฏขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
เธอกล่าวว่า ข้อค้นพบยังไม่อาจนำไปใช้กับเด็กยุคปัจจุบันได้ทั้งหมด เพราะสภาพแวดล้อมดิจิทัลเปลี่ยนไปมากจากช่วงเริ่มต้นการศึกษา เด็กในกลุ่มตัวอย่างรับสื่อผ่านโทรทัศน์เป็นหลัก ขณะที่แท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถือเพิ่งเริ่มเข้าสู่ครอบครัวในสิงคโปร์ รูปแบบการใช้งานของเด็กในปัจจุบันจึงแตกต่างออกไป และทำให้ต้องมีการศึกษาคำถามใหม่อย่างต่อเนื่อง
เด็กแต่ละคนมีความเสี่ยงต่างกัน
Ai Peng กล่าวว่า ลักษณะของเด็กแต่ละคน มีส่วนต่อการได้รับประโยชน์ หรือผลกระทบจากเทคโนโลยี เด็กที่ควบคุมความสนใจและอารมณ์ได้ดี อาจใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และได้รับประโยชน์มาก ขณะที่เด็กที่มีความวิตกกังวล หุนหันพลันแล่น เปราะบางทางสังคม หรือไวต่อสิ่งตอบแทน อาจได้รับผลกระทบด้านลบได้ง่ายกว่า การดูแลจึงต้องเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ ควบคู่กับการพิจารณารูปแบบการใช้งาน
เธอกล่าวว่า ผู้ปกครองอาจไม่รู้ว่าจะสังเกตลักษณะดังกล่าวอย่างไร โดยคำถามที่ได้รับบ่อยคือ จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีความวิตกกังวล หรือหุนหันพลันแล่น ทีมวิจัยจึงกำลังทำงานร่วมกับนักวิจัยด้านการนำความรู้ไปใช้จริง เพื่อแปลงข้อค้นพบเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย และพฤติกรรมที่ผู้ปกครองสังเกตได้ งานวิจัยจึงต้องเชื่อมไปถึงการช่วยให้ครอบครัวนำความรู้มาใช้ดูแลเด็กได้ด้วย
รักษาประโยชน์ออนไลน์พร้อมลดความเสี่ยง
Amanda กล่าวว่า แม้เด็กเผชิญความเสี่ยงออนไลน์ แต่ก็ได้รับประโยชน์หลายด้าน ทั้งการรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อน การใช้แอปพลิเคชันดูแลสุขภาพ การเข้าถึงข้อมูลด้านเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมถึงการศึกษา การกำหนดแนวทางดูแล จึงต้องพิจารณาว่าจะรักษาประโยชน์เหล่านี้ และลดความเสี่ยงอย่างไร โดยรับฟังเด็กและเยาวชน ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมดิจิทัลปัจจุบัน
เธอกล่าวว่า งานวิจัยตลอด 2-3 ทศวรรษ สะท้อนความจำเป็นของความร่วมมือทั้งชุมชน ตั้งแต่ผู้ปกครอง ผู้ดูแล ครู กลุ่มศาสนาและวัฒนธรรม ไปจนถึงรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ขณะที่เด็กและเยาวชนที่ร่วมงานด้วยในกว่า 80 ประเทศ ก็เห็นว่าตนเองมีบทบาทเช่นกัน ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกำหนดเป้าหมายว่า ต้องการประสบการณ์ดิจิทัลแบบใดสำหรับเด็ก และแต่ละฝ่ายจะช่วยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
จำกัดอายุโซเชียลมีเดียยังต้องติดตามผล
Amanda กล่าวว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน ว่ามาตรการจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียในออสเตรเลียได้ผลหรือไม่ โดยมีการประเมินระยะยาวอยู่ระหว่างดำเนินการ ข้อมูลเบื้องต้นอาจสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในความคาดหวังของผู้คนว่า เด็กควรเริ่มใช้โซเชียลมีเดียเมื่อใด และมาตรการได้กระตุ้นให้เกิดการหารือสำคัญในสังคม แต่ยังต้องติดตามผลก่อนตัดสินว่าบรรลุเป้าหมายเพียงใด
เธอกล่าวว่า การห้ามแบบครอบคลุม เป็นมาตรการที่ยังไม่ละเอียดพอสำหรับความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเด็กกับเทคโนโลยี เพราะการใช้งานเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นในชีวิตเด็กด้วย ข้อจำกัดตามอายุให้น้ำหนักกับการควบคุมเด็กและการเข้าถึง ขณะที่รูปแบบธุรกิจของแพลตฟอร์ม มีส่วนผลักดันการออกแบบคุณสมบัติที่ดึงผู้ใช้ให้อยู่กับบริการต่อเนื่อง การกำกับดูแลจึงต้องพิจารณาถึงแรงจูงใจของธุรกิจ และลักษณะบริการควบคู่กัน
กำกับการออกแบบ ให้แพลตฟอร์มแข่งขันเพื่อเด็ก
Amanda กล่าวว่า การกำกับคุณสมบัติการออกแบบที่ก่อความเสี่ยงต่อเด็ก เป็นแนวทางที่ควรพิจารณา เพราะคุณสมบัติบางอย่างปรากฏอยู่ในเทคโนโลยีหลายประเภท และอาจยังคงอยู่แม้รูปแบบแพลตฟอร์มเปลี่ยนไป กติกาที่มุ่งจัดการลักษณะความเสี่ยง จึงมีโอกาสรองรับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า ขณะเดียวกัน การนิยามว่าอะไรเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ก็ทำได้ยากเมื่อบริการต่าง ๆ มีลักษณะทับซ้อนกันมากขึ้น
เธอกล่าวว่า แพลตฟอร์มหนึ่งอาจตัดสินใจออกแบบบริการเพื่อเด็กได้ยาก หากคู่แข่งยังใช้วิธีเดิมในการดึงผู้ใช้งาน กติกาจึงมีบทบาทสร้างเงื่อนไขการแข่งขันร่วมกัน และจูงใจให้บริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เหมาะกับเด็กและเยาวชนมากขึ้น เป้าหมายควรครอบคลุมถึงการสร้างประสบการณ์ออนไลน์ที่ดี โดยมีความปลอดภัยเป็นพื้นฐานของการออกแบบและให้บริการ
อายุเริ่มใช้โทรศัพท์ ต้องดูบริบทครอบครัว
Amanda กล่าวว่า ยังไม่มีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ ที่กำหนดอายุเหมาะสมในการมีโทรศัพท์ได้สำหรับเด็กทุกคน เพราะการตัดสินใจเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม และบริบทของแต่ละครอบครัว ผู้ปกครองเป็นผู้รู้จักลูกดีที่สุดและเป็นแบบอย่างสำคัญ จึงต้องพิจารณาทั้งบริบทที่นำเทคโนโลยีมาใช้ และการสนับสนุนรอบตัว พร้อมพูดคุยกับเด็กถึงสิ่งที่เหมาะสมกับครอบครัว
สำหรับเด็กเล็ก Ai Peng กล่าวว่า ต้องแยกระหว่างการดูหน้าจอแบบรับข้อมูลฝ่ายเดียว กับการใช้งานที่เด็กเริ่มเข้าใจสิ่งที่เห็น โดยเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือนยังไม่สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาที่ดูได้ ส่วนช่วงหลังอายุ 18–24 เดือน เด็กเริ่มเข้าใจมากขึ้นและเนื้อหาจึงมีความสำคัญ เธอกล่าวว่า เป้าหมายที่เหมาะสม คือการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ช่วยให้เด็กพัฒนาได้ดีขึ้น เพราะการเลี้ยงเด็กให้เติบโตในโลกที่ปราศจากเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ทำได้ยากแล้ว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Wealthspan เปลี่ยนโจทย์เกษียณ เมื่ออายุยืนขึ้น เงินต้องพอตลอดชีวิต
ธนา เธียรอัจฉริยะ ชวนมนุษย์ยุค AI ‘สร้างจุด’ จากทักษะประสบการณ์และผู้คน
รพ.วิมุต ชี้โรคหัวใจไม่ได้เริ่มที่หัวใจ จับ 5 สัญญาณเสี่ยงก่อนมีอาการ



