การนำเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS ไปใช้ในโรงงาน เป็นก้าวสำคัญของไทยในการลดการปล่อยคาร์บอนและพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วัสดุดักจับ เครื่องจักร และระบบขนส่ง ไปจนถึงการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารเคมี แต่การขยายผลจากห้องวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ยังต้องผ่านการทดสอบกับก๊าซไอเสียจริง พร้อมเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย เงินทุน และบุคลากร เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีไปใช้ได้ในต้นทุนที่เหมาะสม
ภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย หรือ Thailand CCUS Alliance (TCCA) ทำหน้าที่เชื่อมหน่วยงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการศึกษาแผนพัฒนาอุตสาหกรรม CCUS ของไทย โดยระยะต่อไปจะให้ความสำคัญกับโครงการนำร่อง การพัฒนาเทคโนโลยี ความพร้อมเชิงนโยบาย และความร่วมมือด้านการลงทุน ขณะที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มุ่งผลักดันการทดสอบเทคโนโลยีในโรงงาน เพื่อเตรียมขยายผลสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์
ทดสอบ CCUS กับก๊าซไอเสียจริง

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ NANOTEC สวทช. กล่าวว่า การพัฒนา CCUS ต้องก้าวจากห้องปฏิบัติการไปสู่การทดสอบกับก๊าซไอเสียจากกระบวนการอุตสาหกรรมจริง เพื่อยกระดับองค์ความรู้และสร้างความพร้อมก่อนขยายผล สวทช. จึงมุ่งพัฒนาโครงการนำร่องและพื้นที่ทดสอบให้เป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกันของนักวิจัย ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยใช้โจทย์จากโรงงานเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี
งานวิจัยครอบคลุมตั้งแต่การดักจับและแยกคาร์บอนไดออกไซด์จากก๊าซไอเสีย การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารเคมีมูลค่าสูง ไปจนถึงการกักเก็บและการขยายขนาดสู่ภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของเทคโนโลยีต้องเดินควบคู่กับการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ กฎระเบียบ กลไกสนับสนุน เงินลงทุน และบุคลากรที่สามารถทำงานกับภาคอุตสาหกรรมได้ เพื่อให้การพัฒนาตอบโจทย์การใช้งานในประเทศไทย
เสนอใช้ AI พัฒนาวัสดุดักจับคาร์บอน
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอให้ใช้ฐานความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ของไทยพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ทั้งวัสดุนาโน พอลิเมอร์ และเมมเบรน โดยมองถึงคุณสมบัติที่เหมาะกับบริบทของประเทศ เช่น การดักจับคาร์บอนภายใต้สภาพความชื้นสูงและการใช้พลังงานให้น้อยลง เนื่องจากวัสดุหรือสารตั้งต้นของเทคโนโลยีจากต่างประเทศอาจมีคุณสมบัติและต้นทุนที่ไม่เหมาะกับการใช้งานในไทย
แนวทางที่เสนอ คือการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยออกแบบวัสดุ โดยอาศัยองค์ความรู้และวัตถุดิบที่มีในประเทศเป็นฐาน พร้อมมองโอกาสต่อยอดความรู้ไปสู่การใช้งานด้านอื่น เช่น การดักจับสารชนิดอื่นและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดร.ยศชนันเห็นว่า การพัฒนาเทคโนโลยีลดคาร์บอนควรเชื่อมกับโอกาสสร้างรายได้ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับการดำเนินงานสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero
ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีเอง ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกในงาน TCCA Grand Forum 2026 โดยบทกล่าวต้อนรับระบุว่า แม้ไทยไม่ลงทุนพัฒนา CCUS เอง ภาคอุตสาหกรรมก็ยังจำเป็นต้องลงทุนด้านการดักจับคาร์บอน แต่จะต้องพึ่งการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศและอาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น การสร้างฐานความรู้ในประเทศ จึงช่วยเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังเผชิญข้อกำหนดด้านคาร์บอนในการค้าระหว่างประเทศและแรงกดดันให้ปรับกระบวนการผลิต
มองโอกาสผลิตเมทานอลจากคาร์บอนไดออกไซด์

ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเครือข่าย TCCA และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า การใช้ประโยชน์จากคาร์บอนไดออกไซด์เป็นโอกาสสำคัญของไทย โดยยกตัวอย่างการนำไปผลิตเมทานอลเพื่อช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่การดักจับและกักเก็บต้องใช้เงินลงทุนสูง การพัฒนาเทคโนโลยีเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์จึงเป็นแนวทางเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน
ข้อมูลที่เครือข่ายรวบรวมได้มีผู้เชี่ยวชาญด้าน CCUS จำนวน 118 คน ในจำนวนนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนไดออกไซด์ 84 คน สะท้อนฐานความรู้ที่ไทยสามารถนำมาต่อยอดได้ อย่างไรก็ตาม ดร.พงษ์วิภาระบุว่า ความพร้อมดังกล่าวยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ไทยต้องสร้างบุคลากรเพิ่มและรับความรู้ใหม่จากต่างประเทศ รวมถึงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ CCUS เพื่อรองรับการขยายงานวิจัยและการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม
โอกาสทางธุรกิจยังครอบคลุมกิจกรรมตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การผลิตวัสดุและเครื่องจักรดักจับ การรวบรวมและทำคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นของเหลว การขนส่งทางท่อและทางเรือ ไปจนถึงการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงหรือวัสดุก่อสร้าง รวมถึงบริการตรวจวัดและรับรองคาร์บอน ดร.ยศชนันเสนอว่า การพัฒนาอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากบริษัทอุตสาหกรรมที่ลงทุนเอง การรับสิทธิใช้เทคโนโลยีมาต่อยอด และการเปิดโจทย์ให้สตาร์ตอัปพัฒนาแนวทางใหม่ร่วมกับผู้ใช้
ศึกษาแหล่งกักเก็บในอ่าวไทย รองรับ EEC
สำหรับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไทยกำลังต่อยอดองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม เพื่อสำรวจและประเมินแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์บริเวณอ่าวไทยตอนบน รองรับการพัฒนา Eastern Thailand CCS Hub ซึ่งจะเชื่อมโยงกับแหล่งปล่อยคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
การใช้โครงสร้างพื้นฐานขนส่งและกักเก็บร่วมกันของผู้ประกอบการหลายรายมีศักยภาพช่วยลดต้นทุนเมื่อเทียบกับการแยกลงทุนรายโรงงาน และเป็นแนวทางให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงบริการกักเก็บคาร์บอน แต่การพัฒนาต้องดำเนินควบคู่กับกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย และระบบติดตามตรวจสอบ โดยความคืบหน้าที่นำเสนอในครั้งนี้ยังเป็นการสำรวจและประเมินเพื่อเตรียมความพร้อมของแหล่งกักเก็บ
แผน CCUS ประเมินมูลค่าเพิ่ม 1.06 ล้านล้านบาท
แผนพัฒนาอุตสาหกรรม CCUS ของไทย หรือ Thailand CCUS Industrialization Master Plan ซึ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ สวทช. ร่วมกับ TCCA จัดทำ ประเมินว่า ภายใต้สมมติฐานการพัฒนา CCUS เพื่อจัดการคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 60 ล้านตันต่อปีในปี 2050 การลงทุนและดำเนินงานช่วงปี 2025–2050 มีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1.06 ล้านล้านบาท และสนับสนุนการจ้างงานสะสม 585,194 ตำแหน่ง โดยมีภาคไฟฟ้า ปูนซีเมนต์ และปิโตรเคมีเป็นกลุ่มสำคัญ ตัวเลขนี้เป็นผลประเมินตลอดช่วงของแผนภายใต้สมมติฐานที่ศึกษา
การทำให้การลงทุนเกิดขึ้นยังต้องอาศัยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ต้องเร่งพัฒนากลไกจูงใจ ทั้งมาตรการภาษี การสนับสนุนต้นทุนเริ่มต้น กลไกราคาคาร์บอน และการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน รวมถึงรูปแบบธุรกิจที่มีรายได้ชัดเจนและแบ่งความเสี่ยงได้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการลงทุนใช้เทคโนโลยีได้จริง
TCCA เชื่อม 97 องค์กร หนุนโครงการนำร่อง
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา TCCA ขยายเครือข่ายเป็น 97 องค์กร ครอบคลุมภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัย พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี เครื่องมือวิจัย และโครงการ CCUS เพื่อเชื่อมความสามารถของหน่วยงานวิจัยกับความต้องการของผู้ใช้ ดร.พงษ์วิภา ระบุว่า ระยะต่อไปจะยกระดับจากการสร้างเครือข่ายไปสู่การสนับสนุนโครงการนำร่อง การพัฒนาเทคโนโลยี ความพร้อมเชิงนโยบาย และความร่วมมือด้านการลงทุน พร้อมต่อยอดสู่การจัดตั้งสมาคม TCCA เพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องในระยะยาว
การพัฒนาบุคลากรต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน เพราะ CCUS อาศัยความรู้หลายสาขา ตั้งแต่วัสดุและกระบวนการดักจับ การใช้ประโยชน์จากคาร์บอนไดออกไซด์ การขนส่งและกักเก็บ ไปจนถึงการประเมินผลกระทบและความคุ้มค่า สวทช. จึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาทักษะของนักวิจัย วิศวกร และคนรุ่นใหม่ให้รองรับการนำเทคโนโลยีไปใช้ในโรงงานและการขยายอุตสาหกรรม CCUS ของไทย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ลอรีอัล มอบทุน 4 นักวิจัยสตรีไทย ขยายพันธมิตรหนุนวิทยาศาสตร์
ทรู–CONNEXT ED สานต่อการเรียนรู้ ‘บ้านเขากลม’ จากทักษะอาชีพสู่ดิจิทัล



