HolyShred ร้านอาหารไทยสไตล์ Fast-Casual ในซานฟรานซิสโก ประกาศความสำเร็จหลังเปิดให้บริการเพียง 3 เดือน สามารถก้าวขึ้นสู่ท็อป 10 ร้านอาหารไทยยอดนิยมบนแพลตฟอร์ม DoorDash ได้สำเร็จ ด้วยการใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล (Data-Driven) จากทีมผู้ก่อตั้งสายเทคโนโลยี ชูจุดเด่นรสชาติไทยแท้ไม่เอาใจอเมริกัน พร้อมเตรียมแผนระดมทุนขยาย 10 สาขาทั่วรัฐแคลิฟอร์เนียภายในเวลาปีครึ่ง
ร้าน HolyShred เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ชาวไทย ที่มองเห็นศักยภาพของอาหารไทยว่าเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของประเทศ และต้องการนำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง สำหรับชื่อร้านนั้น คำว่า “Holy” เป็นตัวแทนของคำว่า “ที่สุด” ส่วนคำว่า “Shred” เป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลว่า “ฉีก” ซึ่งมีที่มาจากเมนูประเภทเนื้อสัตว์ที่เสิร์ฟในสไตล์ฉีกต่าง ๆ ของร้าน เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกันเป็น “HolyShred” จึงกลายเป็นชื่อที่สั้น จำง่าย และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ทันที
ชูจุดขายรสชาติไทยแท้ ไม่เน้นปรับสไตล์อเมริกัน
แนวทางของ HolyShred คือการเป็นร้านอาหารไทยที่คงเอกลักษณ์รสชาติความเป็นไทยไว้อย่างชัดเจน ทั้งความจัดจ้านและความเข้มข้น โดยไม่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นอาหารไทยในรูปแบบอเมริกัน (Americanized) มากจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน ทางร้านได้มีการออกแบบประสบการณ์การรับประทานอาหารให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอเมริกัน เช่น การเพิ่มซอสเคียง และการจัดองค์ประกอบเมนูให้รับประทานได้ง่าย โดยเมนูต่างๆ ภายในร้านล้วนเป็นเมนูที่คนไทยคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ซึ่งทางร้านได้นำมาปรับให้เข้ากับเทรนด์สุขภาพที่เน้นโปรตีน แต่ยังคงรักษาความเป็นไทยของเมนูไว้ได้อย่างชัดเจน
เปิดลิสต์เมนูยอดฮิต พร้อมกลยุทธ์ราคาจับต้องง่าย
เมนูเด่นประจำร้านที่กลายเป็นเมนูยอดนิยมของลูกค้า ประกอบไปด้วย:
- หมี่ไก่ฉีก
- ข้าวไก่ทอดหาดใหญ่จิ้มแจ่ว
- แกงเขียวหวานไก่ย่าง
นอกจากนี้ ยังมีเมนูร่วมสมัยอื่น ๆ เช่น ผัดซีอิ๊ววากิว, ผัดขี้เมาวากิว และผัดไทยไก่ทอด ที่เสิร์ฟคู่กับน้ำพริกหอมเจียวเผ็ดแทนการใช้พริกป่น เพื่อสร้างมิติใหม่ให้กับประสบการณ์อาหารไทย ทางร้านตั้งราคาเฉลี่ยต่อจานไว้ที่ราว 13.95 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 452 บาท) ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับราคาทั่วไปของร้านอาหารประเภทใกล้เคียงกันในตลาดที่มักจะสูงกว่า 18 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 583 บาท) ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ (Average Order Value) อยู่ที่ประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 810 บาท) โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือผู้บริโภควัยทำงานในย่านธุรกิจของเมืองซานฟรานซิสโก
เบื้องหลังความสำเร็จจากทีมผู้ก่อตั้งโปรไฟล์สายเทคฯ
ผู้อยู่เบื้องหลังการเติบโตทั้งหมดของ HolyShred มาจากวิธีคิดเชิงระบบของทีมผู้ก่อตั้งที่มีพื้นฐานมาจากสายเทคโนโลยี โดยมี ธนัช จตุภัทรฉัตร ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้าน Computer Science จาก University of Southern California (USC) อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งอดีต Lead Engineer ที่ Eightfold AI และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของบริษัท Tact Social Consulting ก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder), ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) และฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ HolyShred ในปัจจุบัน
ผสานความเชี่ยวชาญ พัฒนาระบบหลังบ้านตอบโจทย์ผู้บริโภค

ธนัช จตุภัทรฉัตร ผู้ร่วมก่อตั้ง เปิดเผยว่า HolyShred เกิดจากการรวมตัวของผู้ก่อตั้งที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละด้าน โดย พีรเดช มุขยางกูร มีความถนัดในด้านการพัฒนาธุรกิจและการตลาด จากประสบการณ์การเป็นอดีตผู้บริหารบริษัท Edtech ชื่อดังที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ในขณะที่ตัวคุณธนัชเองมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม จึงเข้ามาทำหน้าที่พัฒนาระบบหลังบ้านของ HolyShred ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด เช่น การพัฒนา Dashboard สำหรับติดตามการเติบโตของฐานลูกค้า ไปจนถึงการติดตามจุด Hotspot ในการให้บริการ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการส่งมอบบริการ
วางโครงสร้างระบบ Built to Scale ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและต้นทุน
ทีมผู้ก่อตั้งเล็งเห็นความสำคัญในการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำธุรกิจ เพื่อให้ร้านอาหารสามารถขยายสเกลได้อย่างรวดเร็วในอนาคต (Built to Scale) การผสานความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาหารและการดำเนินงานภายในร้าน เข้ากับประสบการณ์การออกแบบเทคโนโลยีในสเกลขนาดใหญ่ของนายธนัช ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้สามารถออกแบบระบบที่ใช้งานได้จริงทั้งในปัจจุบันและอนาคต ช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น และสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้
พัฒนาแพลตฟอร์มเอง แก้ Pain Point บริหารสต็อกและยอดจัดเลี้ยง
นายธนัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยศักยภาพของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน ช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาใช้งานเองได้มากขึ้นในต้นทุนที่เข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับในอดีต ส่งผลให้สามารถออกแบบระบบที่ตอบโจทย์การทำงานได้อย่างตรงจุด
ปัจจุบันร้านได้พัฒนาแพลตฟอร์มหลังบ้านขึ้นมาเองเพื่อช่วยบริหารจัดการงาน ตั้งแต่การติดตามระบบสต็อกสินค้า (Inventory) ไปจนถึงการรวบรวมยอดคำสั่งซื้อประเภทจัดเลี้ยง (Catering Order) จากหลากหลายแพลตฟอร์มเข้ามาไว้ในระบบเดียว ซึ่งฟังก์ชันเหล่านี้แม้จะเป็นระบบพื้นฐาน แต่ยังไม่มีโซลูชันใดในท้องตลาดที่ตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง การพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นเองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขยายสาขาในอนาคตได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
กางแผนระดมทุน ปักหมุดอาหารไทยเป็นเมนูหลักในชีวิตประจำวันชาวอเมริกัน
นอกจากนี้ ทางร้านได้เตรียมแผนการระดมทุนรอบใหม่จากทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักในการนำอาหารไทยโกอินเตอร์ไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มการสั่งอาหารไทยให้มีความล้ำสมัย สะดวก และมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น
ทางร้านคาดหวังว่าหลังเสร็จสิ้นการระดมทุนสำเร็จ จะช่วยให้แบรนด์ HolyShred ขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ โดยตั้งเป้าหมายให้อาหารไทยภายใต้แบรนด์ HolyShred กลายเป็นอาหารหลักที่ชาวอเมริกันสามารถรับประทานได้ในทุกๆ วัน
ส่องสัดส่วนยอดขายเดลิเวอรีพุ่ง 90% โอกาสโตต่อในตลาดสหรัฐฯ
ด้วยแนวทางการนำรสชาติไทยแท้ที่คุ้นเคยมานำเสนอแก่ผู้บริโภคชาวอเมริกัน ส่งผลให้ HolyShred มีความแตกต่างจากร้านอาหารไทยทั่วไปในท้องตลาด และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ซึ่งในปัจจุบัน สัดส่วนยอดขายของร้านมาจากช่องทางเดลิเวอรีสูงถึงร้อยละ 90 ขณะที่ยอดขายจากหน้าร้านคิดเป็นเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ในอนาคต แบรนด์ HolyShred จึงมีโอกาสที่จะเติบโตในตลาดสหรัฐอเมริกา และเข้าไปปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ยศชนัน ดัน สวทช. สู่ “Research Engine” ของประเทศ
โอเชียนกลาส พลิกเกมสู่ Lifestyle Brand ดึง Butterbear เชื่อมคนรุ่นใหม่



