ตลอดหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ เทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นขึ้นไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือหิน รถยนต์ หรือโทรศัพท์มือถือ ล้วนทำหน้าที่เป็นเพียงส่วนต่อขยายของร่างกาย (Extension of Body) ที่ช่วยผ่อนแรงกายและขยายขอบเขตทางกายภาพให้มนุษย์เดินทางไปได้ไกลขึ้น ทว่าในวินาทีนี้ เรากำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่ท้าทายที่สุด เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนต่อขยายของสมอง (Extension of Brain) เทคโนโลยีนี้มิได้เข้ามาทำหน้าที่เพียงช่วยยกสิ่งของ หากแต่เข้ามาช่วยในกระบวนการ “คิด” ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่อาจเทียบได้กับภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี (Technological Singularity) ที่เทคโนโลยีหลอมรวมเข้ากับมนุษย์จนแยกไม่ออก
นี่คือคำเตือนและวิสัยทัศน์ของ อาร์ท-อภิรัตน์ หวานชะเอม อดีตผู้บริหารระดับสูงผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านนวัตกรรมขององค์กรชั้นนำระดับประเทศตั้งแต่ KBTG, SCG-WeDo และ True Digital วันนี้เขาตัดสินใจครั้งสำคัญในการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย สู่การเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท “Practico” (แพรคติโค่) การสลัดคราบมนุษย์เงินเดือนมาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจในครั้งนี้ มิใช่เพียงเพื่อแสวงหาความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์อันท้าทาย ที่ต้องการขยายขอบเขตวิสัยทัศน์จากการเปลี่ยนแปลงแค่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง สู่การพาธุรกิจไทยฝ่าวงล้อมยุคปัญญาประดิษฐ์… มิใช่ในฐานะผู้ถูกแทนที่ แต่ในฐานะ “เจ้านาย” ที่มีสมองที่สองคอยหนุนหลัง
เมล็ดพันธุ์แห่งความเท่าเทียมสู่การปลดล็อก ‘อิคิไก’
“ผมไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่ตั้งแต่โตมา คำหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจผมที่สุดเลยคือคำว่า ‘ความเท่าเทียมและโอกาสที่เปิดกว้าง’ (Inclusive)” คุณอาร์ทเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตอนเด็ก ๆ ผมมีโอกาสได้เห็นสังคมในหลายระดับ ผมเลยเชื่อมาตลอดว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่ากัน แต่การที่เราโตมาแล้วไม่เหมือนกัน นั่นเพราะโอกาสที่เขาได้รับ โอกาสที่จะได้เผชิญเรื่องราว โอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ และโอกาสในการทำงาน”
ด้วยความเชื่อนี้ เมื่อเขาก้าวเข้าสู่สายงานเทคโนโลยี เขาจึงเลือกที่จะใช้มันเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำ ภาพสะท้อนนี้เด่นชัดในทุกย่างก้าว ตั้งแต่สมัยอยู่ KBank ที่ริเริ่มระบบธนาคารบนมือถือสำหรับผู้พิการทางสายตา เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการทางการเงิน พอขยับมาที่ SCG เขาก็ผลักดันโครงการ Born in Thailand เพื่อนำงานวิจัยคนไทยสู่อุตสาหกรรมจริง โครงการ Young Talentและ Young at Heart ที่เปิดพื้นที่ให้ทั้งเด็กหน้าใหม่และคนวัยเกษียณที่ยังมีไฟได้กลับมามีชีวิตที่สองในการทำงาน จนถึงตอนที่อยู่ True เขาได้พัฒนาบ้านอัจฉริยะเพื่อดูแลสุขภาพกายและใจของคนในครอบครัว
แต่นวัตกรรมที่ผ่านมา กลับไม่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับปรัชญาการใช้ชีวิตอย่าง ‘อิคิไก’ (Ikigai)
เขาอธิบายว่า ความสุขที่เติมเต็มประกอบด้วยสิ่งที่รัก สิ่งที่ถนัด สิ่งที่มีประโยชน์ และสิ่งที่สร้างรายได้ ที่ผ่านมาหลายคนมีความหลงใหลและอยากทำประโยชน์ แต่ขาดทักษะหรือทุนทรัพย์ที่จะไปจ้างทีมงานมาช่วย ในวันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเพื่ออุดช่องว่างทางทักษะเหล่านั้น ช่วยให้มนุษย์สร้างสรรค์ผลงานจากสิ่งที่ตนรัก ให้กลายเป็นสิ่งที่โลกต้องการและสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้จริง
“นึกภาพคอนเซปต์ของผู้ประกอบการลุยเดี่ยว (Solopreneur) คนที่เก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงคนเดียว แต่ไม่เคยแข่งขันในตลาดได้ วันนี้เขาสามารถมีทีมงาน AI เป็นของตัวเองได้แล้ว เทคโนโลยีนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่มาแทนคน แต่มันทำให้ทุกคนบรรลุอิคิไกได้ง่ายขึ้น”
Practico: ปรัชญาโยคะสู่โมเดลธุรกิจ 3 เสาหลัก
เมื่อตระหนักถึงพลังมหาศาลนี้ คุณอาร์ทจึงก่อตั้งบริษัทขึ้น โดยชื่อ Practico มีรากศัพท์มาจากคำว่า Practitioner หรือผู้ลงมือปฏิบัติจริง เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงว่า องค์กรต่าง ๆ มิได้มองหาบริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่ที่เน้นเพียงทฤษฎีอีกต่อไป หากแต่กำลังมองหากลุ่มคนทำงานขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialist) และเคยผ่านประสบการณ์ลงมือทำจริงมาก่อน เขาจึงรวบรวมกลุ่มผู้ปฏิบัติงานระดับแนวหน้า ทั้งด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และการบริหารคน มาทำงานร่วมกันในรูปแบบที่มีความคล่องตัวสูงคล้ายสตาร์ตอัป
“แนวคิดการทำงานนี้เปรียบเสมือนปรัชญาการฝึก ‘โยคะ’” เขาเปรียบเปรยอย่างลึกซึ้ง “มันมิใช่เพียงการเรียนรู้ท่าทางเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบในครั้งเดียว แต่คือการหมั่นฝึกฝนปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ยิ่งเรียนรู้จากการทดลองทำและแก้ข้อผิดพลาด จนเกิดเป็นภูมิปัญญา (Wisdom) ที่ตกผลึก ซึ่งเราสามารถนำบทเรียนเหล่านี้ไปถ่ายทอดและช่วยเหลือผู้อื่นต่อได้”
ในเชิงกลยุทธ์ Practico วางตำแหน่งตัวเองเป็น “ตัวกลาง” (Connector) ที่เชื่อมประสานจุดต่าง ๆ ในระบบนิเวศธุรกิจเข้าด้วยกัน โดยปิดช่องว่างระหว่างผู้ขายเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ปรึกษาด้านบุคลากร และที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ โมเดลธุรกิจนี้ถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก คือ การให้ความรู้ (Awareness amd Education) การให้คำปรึกษา (Advisory and Consulting) และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product and Service)
“เสาหลักแรกคือ การให้ความรู้ เขาอธิบาย “เราเริ่มต้นจากการปรับพื้นฐานความคิดของผู้บริหารระดับสูงผ่าน Executive Session พร้อมจัดเวิร์กชอปที่ไม่ได้ให้แค่ทฤษฎี แต่เราสร้าง ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ ติดตัวให้ผู้เข้าอบรมนำกลับไปใช้ที่บริษัท เพื่อทำหน้าที่เป็นโค้ชส่วนตัวคอยเตือนความจำและประยุกต์ใช้กับงานจริง”
“เสาหลักที่สองคือ การให้คำปรึกษาเชิงลึก เขาเล่าต่อ “เราจะเข้าไปช่วยคิดช่วยทำ หนึ่งในกรอบแนวคิดที่เราใช้คือ Right Size AI ที่ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกงานต้องใช้ระบบขั้นสูงสุดเสมอไป แต่เรามีให้เลือกถึง 6 ระดับ ตั้งแต่เป็นแชทบอทไปจนถึงเป็นตัวแทนอัตโนมัติเบื้องหลัง เพื่อให้คุ้มค่าและตอบโจทย์ที่สุด
“นอกจากนี้ เรายังจับมือกับพันธมิตรขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า Culture-Driven AI Adoption เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานจะนำเทคโนโลยีไปใช้จนกลายเป็นวัฒนธรรมและพฤติกรรมปกติ ไม่ใช่เห่อแค่ช่วงแรกแล้วทิ้งไป”
“และเสาหลักที่สามคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ คุณอาร์ทขยายความ “สำหรับองค์กรที่ไม่อยากเริ่มต้นสร้างระบบเองจากศูนย์ เราได้พัฒนาบริการโครงสร้างพื้นฐานเตรียมไว้ให้ เช่น Model Context Protocol (MCP) Server ที่เปรียบเสมือนคลังเก็บองค์ความรู้เฉพาะด้านขององค์กร เพื่อให้ระบบ AI หรือผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI Agent) สามารถเชื่อมต่อเข้ามาดึงข้อมูลที่ถูกต้องของบริษัทไปใช้งานและตอบคำถามได้อย่างแม่นยำ ลูกค้าเชื่อมต่อระบบเข้ามาดึงข้อมูลไปใช้ได้ทันที รวมถึง Skill Server ที่เป็นเหมือนแฟ้มรวบรวมทักษะเฉพาะกิจ สอนให้ระบบทำท่าทางต่างๆ ที่ซับซ้อนได้ตรงใจองค์กรมากขึ้น”
เขาวิเคราะห์กระบวนการเปลี่ยนผ่านว่า “การนำ AI มาใช้ในองค์กร เปรียบเสมือนการขับรถซูเปอร์คาร์” รถสมรรถนะสูงย่อมพาเราไปถึงเป้าหมายได้เร็ว แต่ผู้ขับจะเหยียบคันเร่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งที่สำคัญกว่าความเร็วคือ ‘การควบคุม’ และการรู้จังหวะ ‘แตะเบรก’ ที่ถูกต้อง เพราะหากเกิดอุบัติเหตุที่ความเร็วสูง ความเสียหายย่อมรุนแรงมหาศาล แผนงานของเขาจึงต้องยึดหลักความสมดุลแบบ “หยิน-หยาง” คือมีกลยุทธ์ที่มุ่งไปข้างหน้า (หยิน) ควบคู่ไปกับระบบกำกับดูแล (หยาง) เพื่อป้องกันความเสี่ยง
คุณอาร์ทเล่าถึงเป้าหมายของธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาว่า “ปีนี้ผมตั้งเป้าจะเข้าไปสร้างความตระหนักรู้ให้ได้อย่างน้อย 200 องค์กร แต่สำหรับงานให้คำปรึกษาแบบฝังตัว ผมรับได้เพียงตัวเลขหลักเดียว หรือไม่เกิน 5 องค์กร เพราะเราต้องการเติบโตและพัฒนาไปพร้อมกับเขา และถ้าองค์กรไหนบอกผมว่า เป้าหมายหลักคือการเอาเทคโนโลยีมาเพื่อปลดคนและลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว ผมก็พร้อมจะปฏิเสธ เพราะเราต้องมีวิสัยทัศน์เรื่องการสร้างคุณค่าที่ตรงกันก่อน”
ดีเอ็นเอแห่งผู้ปฏิบัติ: ‘มองเป็น คิดเป็น และทำเป็น’

เมื่อถามถึงองค์ประกอบและจุดแข็งที่ทำให้ Practico แตกต่างและสามารถพาองค์กรต่างๆ ฝ่าพายุความเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้ คุณอาร์ทถ่อมตัวที่จะใช้คำว่า ‘ความเก่ง’ แต่เขาขอนิยามมันว่าเป็น ‘ประสบการณ์และความแตกต่าง’ ที่หลอมรวมกลายเป็นดีเอ็นเอ 3 ประการของทีมงาน นั่นคือการ “มองเป็น คิดเป็น และทำเป็น”
ประการแรกคือ ‘มองเป็น’ เขาอธิบายว่า ท่ามกลางกระแสความตื่นตระหนก สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีมุมมองที่แตกต่าง “เรามองเทคโนโลยีคนละมุมกับที่หลายคนมองครับ เราใช้เลนส์ของความเท่าเทียม (Inclusive Lens) ในการมองว่าอนาคตระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ควรเป็นอย่างไร การ ‘มองเป็น’ จะช่วยให้เราเห็นภาพที่คมชัดว่า ในวันที่ทุกอย่างวิ่งเร็วขนาดนี้ อะไรคือสิ่งที่เราควรทำ และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำ เพื่อลดแรงต้านและสร้างประโยชน์ให้ทุกคนอย่างแท้จริง”
เมื่อมองเห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว ก้าวต่อไปคือ ‘คิดเป็น’ “เมื่อเราสร้างความตระหนักรู้และสอนให้คนมองเห็นภาพเดียวกันแล้ว เราต้องเข้าไปช่วยเขานั่งคิดในบริบท (Context) ขององค์กรนั้น ๆ ด้วยครับ” คุณอาร์ทอธิบาย “เราจะไม่เดินเข้าไปบอกฝ่ายบุคคลแค่ว่า ‘คุณต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานนะ’ แล้วก็จบแค่นั้น เพราะถ้าเขาถามกลับมาว่า ‘แล้วผมต้องประยุกต์ใช้อย่างไรล่ะ?’ เราต้องตอบได้ เราจึงนำประสบการณ์มาสร้างเป็น ‘กรอบแนวคิด’ (Framework) เพื่อช่วยเขาวิเคราะห์ว่างานไหนควรให้มนุษย์ทำ งานไหนควรให้ระบบช่วย เพื่อให้ความคิดนั้นเป็นขั้นเป็นตอนและนำไปใช้งานได้จริง”
และประการสุดท้ายคือ ‘ทำเป็น’ เพราะวิสัยทัศน์และแผนงานที่ยอดเยี่ยม ย่อมไร้ความหมายหากไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง Practico จึงรวบรวมเครือข่ายของผู้ลงมือปฏิบัติจริง (Practitioner) เข้ามาช่วยองค์กรขับเคลื่อนแผนงานให้เกิดขึ้นจริง
แต่คุณอาร์ทได้ทิ้งท้ายประเด็นนี้ว่า “ในยุคที่มี AI เข้ามาเป็นผู้ช่วย เรื่องการ ‘ลงมือทำ’ จะกลายเป็นเรื่องง่ายที่ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่จุดชี้วัดความสำเร็จจริง ๆ จะอยู่ที่การ ‘มอง’ ให้เห็นโอกาส และ ‘คิด’ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เข้ากับธุรกิจของตัวเองให้ได้ ซึ่งสองสิ่งนี้คือคุณค่าหลักที่ทีมงานของเราตั้งใจเข้าไปช่วยเติมเต็มให้องค์กร”
บันได 5 ขั้นสู่การทลายกำแพง ‘ข้อมูลไร้โครงสร้าง’
เพื่อให้การนำเทคโนโลยีไปใช้เป็นเรื่องที่จับต้องและวัดผลได้ คุณอาร์ทได้พัฒนากรอบแนวคิด Enterprise AI Adoption Maturity Model ขึ้นมา เพื่อแบ่งระดับความพร้อมออกเป็น 5 ขั้น
เขาไล่เรียงให้ฟังว่า “เริ่มจากระดับ 0 ที่องค์กรยังไม่มีการใช้งานอย่างเป็นทางการ ถัดมาคือระดับ 1 (Individual Productivity) ที่เริ่มส่งเสริมให้พนักงานใช้เครื่องมือพื้นฐานอย่าง ChatGPT หรือ Gemini เพื่อช่วยร่างอีเมลหรือเขียนคอนเทนต์” “เมื่อขยับขึ้นสู่ระดับ 2 (Departmental Optimization) การใช้งานจะขยายไปสู่ระดับแผนก แต่ยังคงเป็นเพียงเครื่องมือหรือผู้ช่วยเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น”
“จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ระดับ 3 คือ Process Transformation” เขาเน้นย้ำ “องค์กรจะเริ่มนำ AI Agent เข้ามามีบทบาทในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง เช่น วิเคราะห์ข้อมูลอนุมัติสินเชื่อเพื่อให้มนุษย์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย เทคโนโลยีได้ยกระดับจากเครื่องมือมาเป็นผู้ปฏิบัติงานร่วม” จากนั้นจึงก้าวสู่ระดับ 4 (Organizational Platform) ที่มีการสร้างแพลตฟอร์มเฉพาะทางเชื่อมโยงข้ามแผนก และเป้าหมายสูงสุดคือระดับ 5 (Hybrid Workforce) ที่พนักงานมนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืนเสมือนเพื่อนร่วมงาน
หนึ่งในจุดเปลี่ยนทางเทคนิคที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ปัญญาประดิษฐ์ยุคนี้ทรงพลัง คือความสามารถในการจัดการ “ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง” (Unstructured Data) เขาเล่าว่าในอดีต การพยายามจัดระเบียบข้อมูลองค์กรเปรียบเสมือนการทำสงครามที่ไม่มีวันชนะ เพราะข้อมูลที่เกิดจากการสื่อสาร เช่น บทสนทนา รูปภาพ วิดีโอ หรือเสียง ล้วนไม่มีรูปแบบตายตัว ทว่าการมาถึงของเทคโนโลยีใหม่อย่าง Large Visual Model (LVM) ได้เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์นี้โดยสิ้นเชิง
“ยกตัวอย่างในธุรกิจค้าปลีก หากต้องการทราบสถานการณ์ยอดขาย ผู้ประกอบการสามารถส่งภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดเข้าไปให้ระบบประมวลผลและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยตรง หรือสามารถสรุปใจความสำคัญจากเสียงบันทึกการประชุมได้ทันที” เขากล่าว “การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้งานวิเคราะห์ข้อมูลที่เคยต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล กลายเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และมีต้นทุนลดต่ำลงอย่างมาก”
EPOCH: รื้อโครงสร้างองค์กรและชัยชนะร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย
เมื่อพูดถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร หลายคนมักกังวลว่าปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแย่งงานทั้งหมด แต่คุณอาร์ทอธิบายว่า เราต้องเริ่มจากการรื้อ “ใบพรรณนาลักษณะงาน” (Job Description) ขึ้นมาเขียนใหม่ โดยไม่ยึดติดกับชื่อตำแหน่ง แล้วแบ่งลักษณะงานออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้คนและเครื่องจักรทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว
กลุ่มแรกคือ งานที่ต้องใช้ทักษะความเป็นมนุษย์ขั้นสูง (High Human Intensive Skill) เขาได้นำเสนอกรอบแนวคิดที่เรียกว่า EPOCH เพื่อจำแนก “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ที่เครื่องจักรทดแทนไม่ได้ “งานที่ต้องอาศัยการสื่อสารแบบเผชิญหน้า ความเห็นอกเห็นใจ การคิดเชิงวิเคราะห์ ไปจนถึงการตัดสินใจที่คำนึงถึงจริยธรรม สิ่งเหล่านี้คือมิติทางจิตวิญญาณที่มนุษย์ต้องเป็นคนทำหลัก โดยมีเทคโนโลยีเป็นเพียง ‘นักบินผู้ช่วย’ (Co-pilot) และมนุษย์ต้องเป็นผู้กำกับทิศทางเสมอครับ”
“กลุ่มที่สองคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุด ผมเรียกว่า งานจัดการกระบวนการจิปาถะ (Work about work) สมมติว่าคุณเล็กมีใจรักอยากเป็นนักข่าว แต่งานจิปาถะกลับมีเยอะมาก ทั้งการแกะเทปเสียง เรียบเรียงข้อมูลเบื้องต้น หรือจองคิวสัมภาษณ์ กินเวลาชีวิตไปกว่า 60% งานกลุ่มนี้แหละครับที่เราสามารถใช้รูปแบบการหนุนเสริม (Augmentation) คือเอาปัญญาประดิษฐ์มาเป็นลูกน้องให้มันช่วย ‘ถึก’ ทำแทนเรา เพื่อให้คุณเล็กได้เอาเวลาไปสร้างสรรค์เนื้องานที่แท้จริง”
และกลุ่มที่สามคือ งานประจำที่ทำซ้ำๆ (Repetitive) เช่น สั่งให้ค้นคว้างานวิจัย 500 ฉบับแล้วสรุปอ้างอิงแหล่งที่มา งานลักษณะนี้สามารถโอนถ่ายให้ระบบทำแทนแบบอัตโนมัติ (Automation) ได้เต็มรูปแบบ
ปรัชญานี้สะท้อนบริการของ Practico ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างรับผิดชอบ เขาต้องการเปลี่ยนมายด์เซ็ตองค์กรที่มองเทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือปลดคน ให้กลายเป็นการ “เสริมศักยภาพมนุษย์” เพื่อนำไปสู่ชัยชนะร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย (Triple Wins) คือ ธุรกิจได้กำไร ลูกค้าได้บริการที่รวดเร็ว และพนักงานมีความสุข ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดกลุ่มอาชีพใหม่ที่เป็นตัวกลางอย่าง AI Product Manager ที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจได้ โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเก่ง แต่ต้องมีวิสัยทัศน์
ความท้าทายใหม่: การวัดผลที่ไม่มีคำตอบตายตัวสู่ภัยคุกคาม ‘AI SLOP’
อย่างไรก็ตาม การนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์ ย่อมนำมาซึ่งความท้าทายใหญ่ นั่นคือ ‘การประเมินผล’ คุณอาร์ทเปรียบเทียบว่า “ในอดีตการทดสอบซอฟต์แวร์เป็นเรื่องง่ายเพราะมีคำตอบตายตัว (Deterministic) เราเขียน Test Case ล่วงหน้าได้ แต่ความเก่งของ AI คือความยืดหยุ่น คำถามเดียวกัน บริบทต่างกัน คำตอบย่อมไม่เหมือนกัน เมื่อคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว การเขียนกรณีทดสอบแบบเดิมจึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป”
ยิ่งไปกว่านั้น วงสนทนาทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อเขาหยิบยกวิกฤติทางปัญญาที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบเชียบ ที่เรียกว่า AI SLOP “สิ่งนี้เกิดจากการที่มนุษย์ใช้งาน AI ผลิตเนื้อหาออกมามหาศาลโดยปราศจากการกลั่นกรอง หรือขาดกระบวนการคิดวิเคราะห์” เขาอธิบายด้วยความห่วงใย “เมื่อเนื้อหาด้อยคุณภาพเหล่านี้ถูกส่งกลับเข้าสู่อินเทอร์เน็ต มันจะกลายเป็นฐานข้อมูลให้รุ่นถัดไปเรียนรู้ จนเกิด ‘วงจรลบ’ (Negative Loop) ที่ผลิตซ้ำชุดข้อมูลเดิม ส่งผลให้ความหลากหลายทางความคิดของมนุษยชาติลดน้อยลงเรื่อย ๆ”
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความเสี่ยงในการตกเป็น “ทาสทางความคิด” เนื่องจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ส่วนมากถูกพัฒนาโดยชาติตะวันตก ย่อมแฝงชุดความคิด วัฒนธรรม และอคติของผู้สร้าง หากคนไทยขาดความรู้เท่าทัน สังคมอาจถูกครอบงำและสูญเสียอัตลักษณ์
เพื่อแก้ช่องโหว่นี้และกู้เอกราชทางความคิด Practico จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้คำปรึกษา แต่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือโดยตรง ทีมงานได้พัฒนา Reasoning Engine สมองกลตรวจสอบกระบวนการคิดและตรรกะเบื้องหลังคำตอบ Agent Evaluation Framework กรอบประเมินผลความแม่นยำของระบบ และ Ethic Framework เครื่องมือตรวจสอบทางจริยธรรมเพื่อคัดกรองอคติ พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยเร่งสร้างคลังความรู้หรือโมเดลภาษาเฉพาะทาง (Domain-Specific Model) ของตนเอง
ทว่าเครื่องมือคัดกรองอคติเป็นเพียงเกราะภายนอก เพราะหัวใจสำคัญที่สุดที่จะรักษาเอกราชทางความคิดไว้ได้คือ ผู้ใช้งานจะต้องคิดเป็น
เมื่อเทคโนโลยีเก่งเรื่องการทำตามคำสั่ง (Execution) ได้ดีกว่ามนุษย์ เป้าหมายต่อไปของเขาจึงพุ่งเป้าไปที่อนาคตของการศึกษา
“เราต้องเปลี่ยนวิธีสอน ให้เด็ก ‘คิดเป็น’ ก่อน ‘ทำเป็น’ เพราะต่อไปทักษะการคิดวิเคราะห์จะกลายเป็นฮาร์ดสกิล ในอนาคตเราอาจเห็นเด็กจบใหม่พร้อมเป็นผู้นำตั้งแต่วันแรก เพราะมีผู้ช่วยอัจฉริยะอุดช่องโหว่ด้านประสบการณ์ให้ ส่วนคนวัยเกษียณที่เปี่ยมด้วยปัญญาก็สามารถใช้เทคโนโลยีมาสานต่อวิสัยทัศน์ของเขาได้เช่นกัน”
การสลัดคราบผู้บริหารมาสร้าง Practico ในครั้งนี้ จึงมิใช่แค่การทำธุรกิจ แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องลุกขึ้นมาเป็น “เจ้านาย” ของเทคโนโลยี มิใช่ผู้ถูกกระทำ
“ทุกอาชีพล้วนมีแง่มุมใหม่ ๆ ภายใต้สังคมนี้” คุณอาร์ทกล่าวทิ้งท้าย “ถ้าเราเข้าใจและใช้งานมันอย่างมีจริยธรรม AI จะไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนเร้นของมนุษย์ทุกคน”
บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
4 ทศวรรษ ‘นพดล ปัญญาธิปัตย์’: ศิลปะการโอบรับ ‘โชคชะตา’ บนถนนสายเทคโนโลยี
สุขวสา ภูชัชวนิชกุล: เมื่อศิลปะการ ‘ใช้เงิน’ สำคัญกว่าการ ‘หาเงิน’
กวิน กลองกระโทก: ปั้น WashXpress สู่ Tech Company ด้วย Data



