TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Bangkok Story รำลึกถึง “โขนพระราชทาน” กว่าทศวรรษแห่งการฟื้นศาสตร์และศิลป์ของแผ่นดิน

รำลึกถึง “โขนพระราชทาน” กว่าทศวรรษแห่งการฟื้นศาสตร์และศิลป์ของแผ่นดิน

12 สิงหาคม ปีนี้เป็นวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดให้มีงานนิทรรศการ “โขน” ฟื้นศาสตร์ ฟื้นศิลป์ สืบสานไว้ในแผ่นดิน ด้วยพระบารมี ระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ.2565 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสสำคัญนี้ โดยการแสดงสาธิตศาสตร์และศิลป์เกี่ยวกับโขนพระราชทานที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ส่งเสริม สืบสานและพัฒนาการแสดงจนได้รับความนิยมมานานกว่า 15 ปี 

โขนพระราชทานเริ่มขึ้นเมื่อครั้งเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา ในปี พ.ศ. 2550 ด้วยการจัดแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพรหมาศ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ครั้งนั้นจัดแสดงรูปแบบการบรรเลงคอนเสิร์ตโดยวงโยธวาทิต กองดุริยางค์กองทัพบก เนื่องด้วยพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดดนตรีสากล โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงรอบปฐมทัศน์ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม

หลังจากนั้นมูลนิธิศิลปาชีพฯ ในฐานะกองอำนวยการจัดแสดงโขนได้ปรับปรุงการแสดงโขนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับปรุงเครื่องแต่งกายโขนให้วิจิตรงดงามตามแบบโขนโบราณ จากความร่วมมือกับคณะกรรมการในการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนและละคร ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงแสดงความเป็นห่วงเรื่องชุดแต่งกายที่ต่างไปจากสมัยก่อน หลังจากได้ชมการแสดงโขนตอนนารายณ์ปราบนนทุก ที่กรมศิลปากรจัดแสดงถวาย ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่อปี 2546 จึงพระราชทานทรัพย์จำนวน 3 แสนบาท ให้กรมศิลปากรนำไปศึกษาหาข้อมูลและจัดทำเครื่องแต่งกายโขนให้มีลวดลายประณีตตามแบบดั้งเดิม

ปี พ.ศ.2552 มูลนิธิศิลปาชีพฯ ได้จัดการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ตอนพรหมาศขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มีการแสดงสลับรอบระหว่างการบรรเลงวงปี่พาทย์กับวงโยธวาทิต ปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมอย่างมากขนาดต้องเพิ่มรอบการแสดงอีก 1 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนขึ้นทุกปี เป็นที่มาให้คนทั่วไปเรียกชื่อการแสดงโขนนี้ว่า “โขนพระราชทาน” ในปีต่อๆ มา

โดยปี พ.ศ.2553 จัดแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ตอนนางลอย ปี พ.ศ.2554 ตอนศึกมัยราพณ์ ปี พ.ศ.2555 ตอนจองถนน ปี พ.ศ.2556 ตอนโมกขศักดิ์ ปี พ.ศ.2557 ตอนนาคบาศ ปี พ.ศ.2558 ตอนพรหมาศ ทุกครั้งมีผู้สนใจเข้าชมเนืองแน่น

ปี พ.ศ.2559 การแสดงตอนพิเภกสวามิภักดิ์ต้องยกเลิกเนื่องจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และปี พ.ศ.2560 มีการจัดแสดงโขนเพิเศษ 3 ตอน ได้แก่ ตอน รามาวตาร ตอนสีดาหายถวายพล และตอนพิเภกสวามิภักดิ์ เนื่องในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง

ต่อมาปี พ.ศ.2561 มีการจัดแสดงเป็นวาระพิเศษฉลองครบรอบหนึ่งทศวรรษของโขนพระราชทาน ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ และปี พ.ศ.2562 จัดแสดงชุดสืบมรรคา ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องตอนต้นของรามเกียรติ์ และเป็นการจัดแสดงครั้งสุดท้ายของโขนพระราชทานก่อนเกิดการระบาดใหญ่ของโรควิด-19 ในปี พ.ศ.2563 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ความโดดเด่นของโขนพระราชทานไม่เพียงเรื่องเครื่องแต่งกายที่วิจิตรงดงาม หากในการแสดงยังมีการพัฒนาผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่ที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจ เช่น ตัวละครเหาะเหินด้วยการขึ้นรอกล่องลอยในอากาศไปมา การลงทุนสร้างฉากตระการตาและมีเทคนิคเคลื่อนไหวได้ การจัดแสงสีเสียงที่ช่วยให้มีมิติสมจริง ทำให้โขนพระราชทานดูยิ่งใหญ่ทันสมัย แต่ยังคงรักษาท่วงท่าลีลาการแสดงของตัวละครสำคัญตามแบบแผนประเพณีไว้อย่างดี สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง

ในฐานะที่ผู้เขียนมีประสบการณ์เคยชมทั้งโขนกรมศิลปากรที่จัดแสดง ณ โรงละครแห่งชาติ และโขนพระราชทาน รู้สึกได้ว่าโขนพระราชทานยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบไม่แพ้โชว์ดี ๆ จากต่างประเทศเลยทีเดียว 

ภาพความประทับใจไม่รู้ลืมเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อผู้เขียนชวนเพื่อนชาวฝรั่งเศสไปชมโขนตอนศึกมัยราพณ์ ปีนั้นมีการสร้างฉากหนุมานเนรมิตกายขนาดใหญ่เต็มเวทีของหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อีกทั้งเคลื่อนไหวอ้าปากที่อมพลับพลาที่ประทับของพระรามได้ด้วย สร้างความตื่นตาตื่นใจจนเพื่อนชาวฝรั่งเศสยกกล้องดิจิทัลขึ้นจะบันทึกวิดีโอ แต่ผู้เขียนห้ามไว้เพราะเป็นข้อกำหนดของผู้จัดห้ามบันทึกภาพและวิดีโอ สุดท้ายด้วยความประทับใจอย่างที่สุด เขากล่าวคำขอโทษและบันทึกฉากการเผชิญหน้ากันระหว่างกองทัพยักษ์กับกองทัพลิงจนสำเร็จ หลังจบการแสดงเขาบอกว่านี่เป็นการแสดงที่หรูหราอลังการมาก

ข้อสังเกตประการหนึ่งคือผู้ชมในวันนั้นนั่งเต็มความจุของหอประชุม มีทั้งผู้สูงอายุ วัยกลางคน วัยรุ่น จนถึงเด็กน้อย ผู้เขียนรู้สึกสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นดีใจของผู้คนที่มาชมการแสดงโขนที่ได้รับการกล่าวขานมากในเวลานั้น ปรากฏว่าการจัดแสดงโขนปีนั้นมีจำนวนรอบการแสดงมากถึง 32 รอบ จากเดิมที่ผ่านมามีไม่กี่รอบการแสดง

ความสำเร็จของโขนพระราชทานเกิดขึ้นจากการทุ่มเทพลังของคนหลายฝ่าย ในช่วงปีแรก ๆ นักแสดงเป็นศิลปินชั้นนำจากกองการสังคีต กรมศิลปากร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กรุงเทพมหานคร และเหล่านักเรียนนักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์จากทั่วประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 ในการแสดงชุดนางลอย ตัวละครสำคัญจะต้องผ่านการ audition เพื่อคัดเลือกอย่างจริงจังจากครูโขน ซึ่งเป็นผลมาจากทรงมีพระราชดำริให้เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบทอดการแสดงโขน

ถือเป็นครั้งแรกของการแสดงโขนพระราชทานที่เยาวชนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมแสดงในบทบาทตัวละครสำคัญ คือ ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และตัวลิง เริ่มจากจำนวนผู้สมัครเข้าคัดเลือกเพียงหลักสิบในปีแรก ๆ เพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยคน จนปี พ.ศ.2558 การแสดงโขนชุดศึกอินทรชิต ตอนพรหมาศ มีผู้สมัครเข้าคัดเลือกมากที่สุดถึง 845 คน

ในการจัดแสดงแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเตรียมการนานนับปี และมีการฝึกฝนอย่างหนัก ทีมนักดนตรีล้วนเป็นผู้ชำนาญดนตรีไทยทั้งระดับครูบาอาจารย์และลูกศิษย์ที่ผ่านการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญเพราะเป็นการบรรเลงสดประกอบการแสดง จึงพลาดไม่ได้ ส่วนพัสตราภรณ์และเครื่องประดับต่างๆ มีการจัดซ่อมและสร้างใหม่ให้คงความสมบูรณ์อยู่เสมอทั้งเสื้อผ้าและหัวโขน แม้แต่ด้านเนื้อหาก็ยังปรับปรุงให้กระชับขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยศาสตร์และศิลป์ในแขนงต่าง ๆ เพื่อเป้าหมายทำให้โขนกลับมาได้รับความนิยมจากประชาชน

ข้อสำคัญคือการแสดงโขนพระราชทานไม่ใช่เพียงแค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์เก่าแก่ให้คงอยู่สืบไปเท่านั้น แต่ได้พลิกฟื้นงานฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายสาขา อาทิ การทอผ้ายก การปักลายทองบนผ้า การทำหัวโขน การทำฉาก การแกะสลักและเขียนภาพ กระทั่งการแต่งหน้าตัวโขนให้เหมาะกับการแสดงบนเวทีแบบสมัยใหม่ ผลได้ที่ตามมาก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจศิลปะแบบจารีตจำนวนมาก

กล่าวเฉพาะผ้ายกที่ใช้นุ่งแสดงในบทบาทต่างๆ นั้น แท้จริงเป็นผ้าทอแบบโบราณของนครศรีธรรมราชที่สูญหายไปกว่า 100 ปีแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ฟื้นฟูขึ้นมาจากต้นแบบผ้าในพิพิธภัณฑ์และในพระบรมมหาราชวัง โดยนำเทคนิคการทอผ้ายกแบบโบราณจากจังหวัดสุรินทร์มาเป็นพื้นฐานในการทอและพัฒนาฝีมือแก่สมาชิกของศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง อ.เชียรใหญ่ และศูนย์ศิลปาชีพบ้านตรอกแค อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ให้สามารถทอผ้ายกแบบโบราณได้ แล้วถ่ายทอดสู่สมาชิกศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จังหวัดอ่างทอง จนสามารถดำเนินการผลิตเพื่อใช้ในการแสดงโขนพระราชทานทดแทนผ้าที่เคยนำเข้าจากต่างประเทศเป็นผลสำเร็จ

ผู้เขียนเคยมีโอกาสได้คุยกับ ดร.สุรัตน์ จงดา หรือครูไก่แห่งวิทยาลัยนาฏศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ซึ่งศึกษาวิจัยเรื่องผ้ายกเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก และมีส่วนร่วมสร้างสรรค์โขนพระราชทานให้เป็นโชว์ที่มีมาตรฐานไม่แพ้การแสดงระดับโลก จึงได้รู้ว่าผ้ายกเมืองนครเป็นผ้าราชสำนักสำหรับเจ้านายชั้นสูงใช้เป็นผ้านุ่งสมัยกรุงศรีอยุธยา มีความวิจิตรงดงามเพราะทอด้วยเส้นไหมเนื้อละเอียด แทรกลวดลายไหมเงินไหมทองอย่างประณีตด้วยเทคนิคการยกลวดลายให้ปรากฏเด่นชัด 

หลายท่านอาจมีข้อสงสัยว่าในการอนุรักษ์โขนซึ่งเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีแบบแผนจารีตค่อนข้างชัดเจนเพราะเดิมเป็นมหรสพหลวงใช้แสดงเฉพาะในงานพระราชพิธีสำคัญ เราจะสามารถปรับเปลี่ยนได้มากน้อยเพียงใด

หากย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปของการแสดงโขนช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมาจะพบว่า รูปแบบของการแสดงชนิดนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเริ่มแรกมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์เรื่องกวนน้ำอมฤตในพิธีอินทราภิเษก โดยการจัดกระบวนทัพและการเต้นประกอบหน้าพาทย์ ภายหลังเปลี่ยนมาเล่นเรื่องรามเกียรติ์ มีการเต้นประกอบหน้าพาทย์ มีบทพากย์และเจรจาบ้าง แต่ไม่มีบทร้อง 

จากบันทึกจดหมายเหตุลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวถึงการแสดงโขนว่าเป็นการเต้นออกท่าทางประกอบกับเสียงซอและเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ ผู้แสดงจะสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าตนเองและถืออาวุธ แสดงบทหนักไปในทางสู้รบกันมากกว่าจะเป็นการร่ายรำ นานทีจะมีการเจรจาออกมา

เมื่อเข้าสู่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์เกิดการวิวัฒน์ไปหลายอย่าง ในอดีตเป็นการเล่นกลางแจ้ง ใช้ภูมิประเทศและธรรมชาติเป็นฉากในการแสดง ไม่มีการสร้างโรงแสดง ผู้แสดงทั้งหมดรวมทั้งตัวพระต้องสวมหัวโขน เรียกว่าโขนกลางแปลง  เกิดการผสมผสานการแสดงโขนกับละครในขึ้น ตัวพระตัวนางไม่สวมหัวโขนปิดหน้าเหมือนเดิม ต่อมามีการแสดงบนเวที ไม่มีการสร้างฉากประกอบการแสดงตามท้องเรื่อง เรียกว่าโขนโรงใน จนสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีการจัดฉากเกิดขึ้นครั้งแรกตามแบบละครดึกดำบรรพ์ และมีการแบ่งเป็นฉากเป็นองก์เข้ากับเหตุการณ์และสถานที่ เรียกว่าโขนฉาก กลายเป็นต้นแบบของโขนมาจนทุกวันนี้

ไม่ว่ารูปแบบการแสดงของโขนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่เนื้อเรื่องยังคงแสดงเรื่องรามเกียรติ์เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เรื่องรามเกียรติ์ที่นำมาแสดงโขนก็มีการประพันธ์ขึ้นหลายยุคสมัย ทั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ที่แพร่หลายมากคือฉบับพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งโขนของกรมศิลปากรปรับปรุงเป็นชุดเป็นตอนสำหรับแสดงเป็นโขนฉากในปัจจุบันเป็นตามสำนวนของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

แม้โขนจะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของชาติ แต่การแสดงชนิดนี้ประกอบด้วยศิลปะหลายแขนงที่ต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก และใช้ความชำนาญขั้นสูงทั้งตัวผู้แสดง นักดนตรี ผู้พากย์และเจรจา ตลอดจนองค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งเครื่องแต่งกายและฉากแสดง จึงไม่ใช่เรื่อง่ายนักสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะสืบทอดโดยคงแบบแผนดั้งเดิมไว้ได้อย่างครบถ้วน การสืบสานและพัฒนาต่อยอดเพื่อการอนุรักษ์ในแบบที่เรียกว่าการ “สร้างสิ่งใหม่บนสิ่งเก่า” อาจจะทำได้ง่ายกว่า

การที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ศิลปะเก่าแก่แขนงนี้ และทรงมีพระราชดำริให้เกิด “โขนพระราชทาน” ช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง

หมายเหตุงานนิทรรศการมีความรู้เกี่ยวกับการแสดงโขนและองค์ประกอบต่างๆ  เช่นการสาธิตการปักผ้าการทำหัวโขนตลอดจนบันทึกการแสดงสดตอนจองถนนศึกมัยราพณ์พรหมาศพิเภกสวามิภักดิ์และสืบมรรคาซึ่งเคยจัดแสดงให้ได้ชมกันในช่วง 15 ที่ผ่านมารวมทั้งมีการจัดแสดงโขนให้ได้รับชมกันในวันเสาร์และวันอาทิตย์ณหอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินถนนราชดำเนินกลางตั้งแต่วันที่ 1-15 สิงหาคม 2565

เครดิตข้อมูลและภาพ : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

คอลัมน์ “ที่มา ที่ไป” โดย สมชัย อักษรารักษ์

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

รถไฟสายล้านนาตะวันออก ฝันเป็นจริง หลังรอคอยนาน 60 ปี

รถไฟฟ้ารางเบา LRT เมืองขอนแก่น ต้นแบบขนส่งสาธารณะฝีมือคนไทย

จาก “บางกอก” กลายเป็น “Bangkok” ก่อนเป็น Krung Thep Maha Nakhon

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

เอสซีจี บนเส้นทางการขับเคลื่อน “เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล” เพื่อความยั่งยืน

การเปลี่ยนผ่านของเอสซีจีจาก “ผู้ใช้” สู่การเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล” เป็นกระจกสะท้อนถึงความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถองค์กรด้วยนวัตกรรม เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแนวทาง ESG

เดลล์เผยผลสำรวจ องค์กรในกว่า 40 ประเทศ ตระหนัก พนักงานคือสินทรัพย์สำคัญในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

2 ปีหลังที่ผ่านมา องค์กรธุรกิจต่างเร่งปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัล ราวครึ่งหนึ่งของผู้นำด้านไอทีในประเทศไทย หรือ 58% (เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น: 45%; ทั่วโลก: 50%) กล่าวว่า องค์กรของตนรู้ว่า จะต้องทำอย่างไรบ้างในการปฏิรูปคนทำงานสู่ระบบดิจิทัล

ดีแทค-กสทช. ขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ ให้ผู้ประสบภัย จากพายุโนรู

ดีแทคและสำนักงาน กสทช. ขอแสดงความห่วงใยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ ให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงญาติพี่น้อง และติดตามข่าวสารและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

Flash Express จับมือ TikTok Shop ให้บริการจัดส่งพัสดุ

Flash Express ประกาศขยายความร่วมมือกับ TikTok Shop สู่ประเทศไทยในฐานะ Regional Logistics Partner พร้อมให้บริการจัดส่งพัสดุแก่พ่อค้า แม่ค้าทุกร้านบนแพลตฟอร์ม

ก.ล.ต. จัดกิจกรรมให้ความรู้ผู้ลงทุนประจำปีของ IOSCO ภายใต้แนวคิด “Investor Resilience”

ก.ล.ต. จัดกิจกรรมสัปดาห์ส่งเสริมความรู้ผู้ลงทุนสากล ประจำปี 2565 (World Investor Week 2022) ของ IOSCO ระหว่างวันที่ 2 - 8 ตุลาคม 2565 ภายใต้แนวคิด “Investor Resilience”

Flash Coffee จับมือ Flash Express เสิร์ฟกาแฟจากดอยวาวี ฉลองวันกาแฟสากล

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันกาแฟสากล (1 ตุลาคม) ในปี 2565 นี้ Flash Coffee ร่วมมือกับ Flash Express ผู้ให้บริการขนส่งสัญชาติไทยนำเมล็ดกาแฟจากดอยวาวี จ.เชียงราย เสิร์ฟให้กับผู้บริโภคในทั้ง 88 สาขาของแฟลช คอฟฟี่

ไทยพาณิชย์ แนะ SME ปรับกลยุทธ์ รับเทรนด์ Healthy มาแรง

โควิด-19 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกในหลากหลายมิติ ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการดำเนิน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘อากาศปนเปื้อนเชื้อโรค’ ภัยเงียบที่รุนแรง

ตัวเลข “68,728 คน” คือยอดคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีสาเหตุหลักจาก อากาศที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคและมลพิษ ความต้องการ “อากาศสะอาด” เป็นสิ่งที่สังคมเริ่มให้ความสำคัญ

วช. – สวทช.-วท.กห. มอบนวัตกรรมปุ่มกดลิฟต์แบบไร้สัมผัส แก่ รพ. ทหาร 3 เหล่าทัพ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม มอบนวัตกรรม MagikTuch ระบบปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1

ไมโครซอฟท์ นําบริการคลาวด์ของ Microsoft Azure มาสู่ลูกค้าคนไทยด้วย Azure Arc

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันโลกกำลังขับเคลื่อนอยู่บน cloud-based economy เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของหลายประเทศล้วนตั้งอยู่บน Infrastructure สำคัญที่เรียกว่าคลาวด์ (Cloud Infrastructure)

MUST READ

Flash Express จับมือ TikTok Shop ให้บริการจัดส่งพัสดุ

Flash Express ประกาศขยายความร่วมมือกับ TikTok Shop สู่ประเทศไทยในฐานะ Regional Logistics Partner พร้อมให้บริการจัดส่งพัสดุแก่พ่อค้า แม่ค้าทุกร้านบนแพลตฟอร์ม

ราชสุดา รังสิยากูล ติดสปีด ORion เปิดเกมล่าธุรกิจใหม่ เร่งคว้าทุกโอกาส

เมื่อบริบททางเศรษฐกิจและสังคมเคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว จำเป็นที่องค์กรต้องเหยียบคันเร่งธุรกิจในการก้าวให้ทันหรือก้าวนำการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับ ราชสุดา รังสิยากูล ผู้รับหน้าที่นำทัพ ORion

ยูโอบีเปิดตัวแอป “UOB TMRW” แพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลแบบครบวงจร

ยูโอบี ประเทศไทย ประกาศรวม 2 แอปพลิเคชัน UOB Mighty กับ TMRW เป็นหนึ่งเดียว สู่แพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลแบบครบวงจรภายใต้ชื่อ “UOB TMRW” รองรับบริการด้านดิจิทัล

หลักทรัพย์บัวหลวง นำกลุ่มพนักงานทำกิจกรรม สนับสนุนการอนุรักษ์สายพันธุ์บัว

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) นำกลุ่มพนักงานและครอบครัวทำกิจกรรมสนับสนุนการอนุรักษ์สายพันธุ์บัว พร้อมเยี่ยมชมแปลงบัวกว่า 500 สายพันธุ์ และร่วมกันปลูกบัวหลวง

ศุภชัย เจียรวนนท์ รับรางวัล “บุคคลต้นแบบ แห่งวงการสตาร์ตอัพ” จากอว.

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัล Prime Minister Award สาขา Evangelist of the Year ในฐานะสตาร์ตอัพที่เป็นบุคคลต้นแบบ
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น