TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Interview จากครูสอนเคมี สู่ วิถีเกษตรกรอินทรีย์ เมื่อ "รายได้" ไม่ใช่ "ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ"

จากครูสอนเคมี สู่ วิถีเกษตรกรอินทรีย์ เมื่อ “รายได้” ไม่ใช่ “ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ”

“ครูประทุม สุริยา”อดีตเป็นครูเคมี แต่ปัจจุบันผันมาเอาดีทางเกษตร สูตรสำเร็จก็คือการจดบันทึกและทำบัญชี

ทั้ง ๆ ที่เป็นเกษตรกรเพาะปลูกพืชผักทำไร่ทำนาเหมือนกัน แต่ทำไมเกษตรกรที่ฟินแลนด์ถึงได้รับการยอมรับยกย่องให้เกียรติอย่างสูง ขณะที่เกษตรกรในไทยกลับไม่ได้รับการยกย่องในระดับเดียวกัน ที่สำคัญกลับเป็นอาชีพที่พ่อแม่ไม่อยากส่งต่อสืบทอดให้กับลูกหลานของตนเอง …

ความคับข้องใจดังกล่าว ส่งผลให้ ครูประทุม สุริยา ซึ่งรับราชการครูในวิชาเคมีอยู่ในเวลานั้น ต้องการพิสูจน์หาสาเหตุว่าเพราะอะไรและทำไม เป็นเกษตรกรในประเทศไทยถึงไม่ประสบความสำเร็จ และทำไมเกษตรกรไทยยิ่งทำยิ่งจน จึงตัดสินใจเดินหน้าสู่วิถีเกษตรกร

เมื่อตัดสินใจว่าจะลองเป็นเกษตรกรด้วยตนเอง ครูประทุมได้รับเสียงคัดค้านอย่างหนักจากคุณพ่อ ด้วยคิดว่าเป็นครูมีวิชาความรู้สูง จะมาเป็นเกษตรกรให้ลำบากทำไม แต่ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะต้องทำเกษตรให้ได้ ครูประทุมจึงตัดสินใจเดินหน้าเขียนโครงการตามที่ได้ครูพักลักจำจากการไปศึกษาดูงานตามที่ต่าง ๆ เพื่อไปยื่นขอกู้เงินกับทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) จำนวน 200,000 บาท

เมื่อเห็นถึงความแน่วแน่ของครูประทุม ในที่สุดคุณพ่อจึงตัดสินใจยกที่ดินนาร้างขนาด 9 ไร่ 1 งานให้ครูประทุมได้ลองทำตามที่ต้องการ พร้อมกำชับไว้ว่าต้องทำให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็อย่ามาเรียกว่าพ่อ

สู่วิถีเกษตร (อินทรีย์)

ครูประทุม เล่าย้อนความทรงจำที่ฝังแน่นให้ The Story Thailand ฟังว่า ในปี 2540 เป็นปีที่ครูเริ่มแผ้วถางที่ดินทำทางเข้า ขุดสระใหญ่และลึก แล้วเอาไปที่ขุดไปถมรอบนา โดยสาเหตุที่ครูต้องขุดสระให้ใหญ่และลึก เพราะครูเรียนรู้มาว่าทางน้ำใต้ดินมีวันเปลี่ยนทิศทางได้เสมอ ดังนั้น หากจะทำให้ที่ของครูมีน้ำอยู่ตลอดก็ต้องมีพื้นที่สำหรับกักเก็บน้ำขนาดที่พอเหมาะกับพื้นที่กว่า 9 ไร่ของตนเอง

“ตอนนั้นครูยังไม่ลาออกจากราชการ ครูเลยจ้างลุงปันซึ่งเช่าที่นาทำนาอยู่แล้วมาทำนากับครู โดยปีแรก พื้นที่ทำนา 7 ไร่ ได้ข้าว 34 ถังต่อไร่ แบ่งไว้กิน 40 ถึง ที่เหลือขายไปในราคากิโลกรัมละ 6.40 บาท ขายได้ทั้งหมด 12,000 บาท หักต้นทุน 17,000 บาท เท่ากับว่าครูขาดทุนถึง 5,000 บาท” ครูประทุมเล่าด้วยรอยยิ้ม

ประสบการณ์การทำนาครั้งแรก บวกกับนิสัยพื้นเพที่ชอบจดรายละเอียดทำบัญชีไว้อย่างชัดเจน ทำให้ได้รู้ว่าเพราะอะไรชาวนาถึงได้ขาดทุนอยู่เสมอ นั่นก็คือ ผลผลิตที่ได้มีปริมาณน้อย งานนี้ครูประทุมจึงเดินหน้าหาสาเหตุ จนพบว่าปัญหาน่าจะมาจากดิน

ไม่ปล่อยให้ความสงสัยรอนาน ครูประทุมจัดการนำดินไปวิเคราะห์ แล้วก็พบว่าจริงตามคาด คือ ดินมีความเป็นกรดสูง งานนี้การบำรุงดินก็ต้องมา ในฐานะที่เป็นครูสอนเคมี เนื้อหาในวิชาจะมีตอนหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องของวิธีการบำรุงดิน โดยใช้สารที่เรียกว่าฟอสเฟต ผสมกับปอเทือง ฟาก และเปลือกถั่วเหลือง กระนั้นด้วยคำแนะนำของเพื่อน บวกกับมีลูกศิษย์ในวงการ ทำให้ครูได้รู้จักน้ำหมักชีวภาพรุ่นแรก ๆ ที่ช่วยเร่งให้การบำรุงดินใช้ระยะเวลาที่สั้นลง

ผลที่ได้จากการบำรุงดินก็คือผลผลิตข้าวในปีที่สอง มีมากถึง 67 ไร่ต่อถัง เก็บไว้กิน 40 ถังเหมือนเดิม ที่เหลือนำไปขายในกิโลกรัมละ 6.70 บาท ขายได้ 23,000 บาท ต้นทุน 12,000 บาท ได้กำไร 11,000 บาท

“กำไรที่ได้ครูแบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกใช้หนี้ธกส. ส่วนที่สองเปิดบัญชีฝากประจำ 2 ปี ส่วนที่สามเก็บไว้เป็นต้นทุนในการทำนา และส่วนที่สี่เอาไปสมทบกับเงินก้อนใหญ่ที่กู้มา 200,000 สำหรับใช้พื้นที่ทำเกษตรโดยรวมของครู” ครูประทุม เล่า

พอการทำนาเริ่มลงตัว ในปี 2544 ครูประทุมตัดสินใจลาออกจากราชการมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว จดบัญชีรายรรับรายจ่ายจนตระหนักว่า ตลอดทั้งปี 200 กว่าวันหมดไปกับการทำนาและปลูกถั่วเหลือง ขณะที่เวลาที่เหลืออีก 100 กว่าวัน ว่างและไม่มีรายได้ สวนทางกับรายจ่ายที่มีทุกวัน ครูประทุมจึงเริ่ม หารายได้เสริม ใช้หลักเศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ ปลูกพืชผักอย่าง ผักกูด ผักหนาม ใบบัวบก ออกขาย เป็นรายได้รายวัน รายอาทิตย์และรายเดือน จนสามารถใช้หนี้ได้หมดในปี 2546 และนำเงินที่สั่งสมไปไปซื้อที่ดินโดยรอบเพิ่มเติมเป็นทั้งหมด 22 ไร่ 1 งาน

สร้างเครือข่ายถ่ายทอดองค์ความรู้

ในฐานะครูสอนวิชาเคมี ครูประทุมตระหนักดีกว่า อินทรีย์คือสารเคมีโดยธรรมชาติ ขณะที่สารเคมีคือสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา ซึ่งการทำเกษตรของครูตั้งแต่แรกเริ่มก็ใช้สารอินทรีย์โดยธรรมชาติมาจัดการแก้ปัญหา ทั้งการบำรุงดิน ทำปุ๋ยหมัก ดังนั้น ก็ไม่มีเหตุให้ต้องใช้สารเคมีใด ๆ เลย

ครูประทุมเล่าว่า ด้วยตั้งใจอยากมีอาหารสะอาดไว้กิน เลยตั้งใจเพาะปลูกโดยไม่พึ่งเคมี บวกกับนิสัยที่ชอบจดบันทึกของตนเองทำให้มีชุดความรู้ชุดหนึ่ง

“ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม มีดินเป็นทรัพย์สูงสุด ทำให้ครูรู้สึกหวงแหนที่ดินของเรามาก อยากสงวนไว้ให้ลูกหลานของเรา ดังนั้น ครูเลยอยากเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้รวบรวมมานี้ เผยแพร่แก่เยาวชน และบุคคลทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ ครูมั่นใจว่าครูเป็นเกษตรกรรุ่นแรก ๆ ที่บุกเบิกเกษตรอินทรีย์ ทำเกษตรผสมผสาน มาสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ คือ น้ำ 30 นา 30  พืชผักผลไม้ 30 และเลี้ยงสัตว์กับที่อยู่อาศัย 10” ครูประทุม เล่า

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจดังกล่าวทำให้ครูประทุมได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรแห่งชาติ สาขาบัญชีฟาร์มในปี 2552 ก่อนร่วมมือกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกระดับสวนของครูประทุมเป็นศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ คอยถ่ายทอดวิชาความรู้ต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น การสอนทำเกษตรทฤษฎีใหม่สำหรับเยาวชน หรือ ทฤษฎีใหม่มาตรฐานอินทรีย์รับรองเพื่อสร้างอาหารสะอาด

“ทุกวันนี้ ไทยเรายังมีปัญหาเพาะปลูกเพราะเราเน้นไปที่การเพาะปลูกเชิงเดี่ยว ปลูกพืชประเภทเดียวขาย ใช้ปุ๋ยเยอะ แต่วิถีเกษตรอินทรีย์จะเน้นที่ความหลากหลาย เป็นทั้งมาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไข ปลูกพืชผักตามฤดูกาล ลดการใช้สารเคมี แล้วสอนให้ชาวไร่ชาวนารู้จักทำบัญชีต้นทุน เพื่อให้รู้ว่ามีรายรับรายจ่ายเท่าไร ต้องขายราคาเท่าไรจึงจะได้กำไร”

ด้วยวัยที่ล่วงเข้าสู่บั้นปลาย ครูประทุมขณะนี้ถอยฉากมาอยู่เบื้องหลังมากขึ้น แล้วค่อย ๆ ดันเด็กรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานผ่านเครือข่ายช่วยแผยแพร่องค์ความรู้ ซึ่งโชคดีอย่างมากที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีภาคเอกชน อย่างอิมแพ็ค (IMPACT) เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือในส่วนของการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ และการเสาะหาตลาดนำสินค้าเกษตรอินทรีย์ของชาวบ้านออกวางขาย

หัวใจเกษตรอินทรีย์ ไม่รวยแต่ไม่มีวันอดตาย

ครูประทุม กล่าวว่า หัวใจของเกษตรอิทรีย์แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือแนวรั้วป้องกัน ป้องกันมลพิษเข้าสวน แบ่งเป็นกำแพง 3 ชั้น ชั้นแรกคือกำแพงไม้สูง ชั้นที่สองคือรั้ว และชั้นที่สามคือแนวหญ้าแฝก ส่วนที่สองคือน้ำ น้ำสะอาด มีสระใหญ่ บ่อบาดาล และบ่อบำบัด และส่วนที่สามคือ กิจกรรมบำรุงดิน ทั้งน้ำหมัก ปุ๋ยหมัก และการปลูกพืชตระกูลถั่ว

ในมุมมองของครูประทุม เกษตรอินทรีย์คือหัวใจของการมีชีวิตอย่างมีความสุข นั่นคือการมีอาหารสะอาดกิน อยู่ท่ามกลางอากาศที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ปราศจากมลพิษ พึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มที่

“เมื่อเรามีอาหารสะอาด อากาศบริสุทธิ์ สิ่งแวดล้อมปลอดภัย ก็จะเกิดเป็นมวลความสุข ที่ตอนนี้ทางครูประทุมได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่มาถอดองค์ความรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ให้เป็นดัชนีชี้วัดมวลความสุขที่วัดได้”

ครูประทุมย้ำว่า เกษตรอินทรีย์ไม่ใด้ทำให้ครูร่ำรวย แต่ให้ครูเป็นเศรษฐี 5 อย่าง คือ เศรษฐีอาหาร เศรษฐีสุขภาพ เศรษฐีเพื่อนฝูง เศรษฐีความรู้ และเศรษฐีเงินออม

ครูประทุม กล่าวอีกว่า มูลค่าเพิ่มที่ได้จากสินค้าเกษตรอินทรีย์ไม่มากเท่ากับความจริงใจ เกษตรกรจะไม่เอาเปรียบใคร และสินค้าที่ปลูกได้ตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ก็จะทำเท่าที่ทำไหว ทำเยอะเกินตัวก็จะเหนื่อย “เราต้องรู้จักคำว่าพอเพียง เกษตรอินทรีย์มีเป้าหมายหลักๆ คือ มีอาหารสะอาดกิน มีสุขภาพดี ส่วนถ้ามีเหลือก็แจกจ่ายหรือนำออกไปเพื่อมีเงินออม และขอให้ตระหนักเสมอว่าคำว่าพอเพียงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้น ให้ประมาณกำลังของตนเองให้ดี”

ขณะเดียวกัน การสร้างเครือข่ายมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเผยแพร่ความรู้ รวมถึงช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ช่วยให้อาหารสะอาดเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากขึ้น

“ทุกวันนี้ ครูภูมิใจมากกับการที่จะบอกกับใคร ๆ ว่าครูเป็นเกษตรกร ถ้าวันนั้นครูยังเป็นครูเคมี ครูก็คงจะเกษียณเป็นข้าราชการบำนาญแก่ ๆ คนหนึ่ง มีคนรู้จักไม่กี่คน แต่ครูภูมิใจมากที่จะบอกกับคนอื่นว่าครูเป็นชาวนา มีอาหารให้อิ่มท้อง มีสุขภาพแข็งแรง มีเพื่อนฝูงมากมาย เรียกว่าต่อให้มีเงินทองมากองตรงหน้ามากมายก็มาแลกไม่ได้”

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจแนวเกษตรอินทรีย์ ครูประทุม กล่าวว่า ให้ลองเข้ามาศึกษา ลองทำ ขอแค่มีใจรัก เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ก็สามารถทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพียงแต่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้คำว่า “อินทรีย์” อย่างแท้จริง ว่าเป็นกระบวนการอย่างไร

ทุกวันนี้ ครูประทุมยังคงเป็นเกษตรกรอินทรีย์ที่มุ่งมั่นเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เรียนรู้มาให้กับคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็คอยรวบรวบพันธุ์ไม้ พันธุ์ข้าวพื้นเมือง เพื่อส่งต่อให้ลูกหลายไม่ให้สูญหาย และแสดงบทพิสูจน์ของเกษตรอินทรีย์ทีเป็นคำตอบของชีวิตที่มีความสุขด้วยอาหารสะอาด พลังงานสะอาด และความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

“กร เธียรนุกุล” ลูกไม้ที่หล่น (ไม่) ไกลต้นของทายาทรุ่น 3 แห่งนิวไวเต็ก

เมื่อการศึกษาเปลี่ยนชีวิต ….. “กระทิง” เรืองโรจน์ พูนผล จะใช้ชีวิตนี้เพื่อเปลี่ยนการศึกษาของประเทศ

6 ปีกับภารกิจที่ท้าทายของ “ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล” บนเส้นทางการบริหาร สวทช. และการวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน วทน. สำหรับเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

JNFT เปิดตัวโปรเจกต์ “Portraits by Sakwut” ครั้งแรกกับการวาดภาพเหมือนในรูปแบบดิจิทัล

บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด และ PixelPaint เดินหน้าสร้างประสบการณ์ NFT มิติใหม่ จับมือศิลปินร่วมสมัยแถวหน้าของเมืองไทย “ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี” เปิดตัวโปรเจกต์ “Portraits by Sakwut”

กทม. หารือ Google เตรียมจัดทำ “ห้องเรียนต้นแบบ” ใช้ดิจิทัลเพื่อการศึกษา

กรุงเทพมหานคร โดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมด้วย ศานนท์ หวังสร้างบุญ และผู้เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกับบริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อหารือความร่วมมือและการสนับสนุนด้านการศึกษา

เริ่มแล้ววันนี้! Acer Day 2022 แคมเปญประจำปีระดับภูมิภาค ร่วมสนุก ลุ้นรับโน้ตบุ๊กรักษ์โลก พร้อมโปรโมชันมากมาย

เอเซอร์จัดแคมเปญประจำปี Acer Day พบโปรโมชัน และกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้ธีม ‘Make Your Green Mark’ เน้นย้ำถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

เทเลนอร์-ซีพี ทุ่ม 7.3 พันล้าน หนุนสตาร์ตอัพ สร้างประโยชน์เพื่อผู้บริโภคชาวไทย

หนึ่งในภารกิจการการสร้าง Telecoms-tech company ระหว่างกลุ่มเทเลนอร์และเครือเจริญโภคภัณฑ์คือ การตั้งกองทุน Venture Capital (VC) ขนาด 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.3 พันล้านบาท

กสิกรไทยเปิดตัว “K PAY LATER” สินเชื่อบุคคล ผ่อนชำระ เริ่มต้นเพียงเดือนละ 11 บาท

ธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวบริการ “K PAY LATER” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ช้อปตอนนี้จ่ายตอนนู้น” ช่วยคนตัวเล็กที่ช็อตให้มีวงเงินสำรองในการซื้อสินค้าและอุปโภคบริโภคเพื่อการดำรงชีวิต

บางกอกแลนด์ ทุ่ม 4,000 ล้าน เซ็นสัญญาโครงการ “รถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี”

บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ลงนามเซ็นสัญญากับ บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด ใน “โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี” ด้วยเม็ดเงินลงทุนจำนวน 4,000 ล้านบาท

Spark Ignite 2022 ผลักดันผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนสู่ระดับภูมิภาค

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับดีป้า, เอ็นไอเอ, บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป และบริษัท แสนรู้ จำกัด เปิดโครงการการแข่งขัน “Spark Ignite 2022 - Thailand Startup Competition” ประจำปี พ.ศ. 2565

ทรูมันนี่ เปิดจองซื้อหุ้นกู้ CPF, CPALL และ TRUE ผ่านทรูวอลเล็ท เริ่ม 5 ส.ค. นี้

ทรูมันนี่ ขยายบริการทางการเงินตอบโจทย์การลงทุนในยุคดิจิทัล โดยเตรียมเปิดให้นักลงทุนสามารถจองซื้อหุ้นกู้ในเครือเจริญโภคภัณฑ์

โซนี่ไทย เปิดตัว “โซนี่ สโตร์ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต” โชว์รูมแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด Gadgets Community

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้าขยายตลาดบริเวณโซนเหนือของกรุงเทพมหานคร ด้วยการเปิดตัว “โซนี่ สโตร์ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต” นับเป็นโชว์รูมโซนี่สโตร์สาขาที่ 6 ในประเทศไทย

บ้านปู จับมือม. มหิดล ชวนน้อง ม.ปลาย และ ปวช. เข้าค่าย Power Green ครั้งที่ 17

บ้านปู จับมือม. มหิดล จัดค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Power Green Camp) ครั้งที่ 17 ภายใต้หัวข้อ “Climate Change, We Must Change – เริ่มเพื่อโลก”

MUST READ

ส่องสมาร์ทโฟนโนเกีย 3 รุ่น น่าใช้ยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

ปรากฏการณ์เงินเฟ้อในประเทศพุ่งแตะ 7.1% เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 13 ปีนับจากปี 2551 ทำให้หลายคนรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าเท่าเดิม แต่กลับมีกำลังจับจ่ายลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด กระทบไปถึงกำลังซื้อส่วนบุคคล โดยเฉพาะโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

หนึ่งทศวรรษ Sea (ประเทศไทย) กับ 3 ธุรกิจหลัก เกม-อีคอมเมิร์ซ-การเงินดิจิทัล

10 ปี Sea (ประเทศไทย) ลงเสาหลักธุรกิจไว้ 3 เสาที่เกื้อกูลกันในโลกดิจิทัลอย่างแน่นหนา ... เกม-อีคอมเมิร์ซ-การเงินดิจิทัล

บ้านปู จับมือม. มหิดล ชวนน้อง ม.ปลาย และ ปวช. เข้าค่าย Power Green ครั้งที่ 17

บ้านปู จับมือม. มหิดล จัดค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Power Green Camp) ครั้งที่ 17 ภายใต้หัวข้อ “Climate Change, We Must Change – เริ่มเพื่อโลก”

โซนี่ไทย เปิดตัว “โซนี่ สโตร์ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต” โชว์รูมแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด Gadgets Community

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้าขยายตลาดบริเวณโซนเหนือของกรุงเทพมหานคร ด้วยการเปิดตัว “โซนี่ สโตร์ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต” นับเป็นโชว์รูมโซนี่สโตร์สาขาที่ 6 ในประเทศไทย

Netflix เปิดเรื่องราว ‘ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง’ พร้อมกันทั่วโลก 22 กันยายนนี้

ถึงเวลาเผยเรื่องราวจุดเริ่มต้นของภารกิจกู้ชีพที่ทั่วโลกต่างร่วมส่งกำลังใจใน ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue) ลิมิเต็ดซีรีส์โดย Netflix ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2561
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น