TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Technology ธรรมาภิบาลยุคเอไอครองโลก ในบริบทการพัฒนาระบบสุขภาพบนความรับผิดชอบ

ธรรมาภิบาลยุคเอไอครองโลก ในบริบทการพัฒนาระบบสุขภาพบนความรับผิดชอบ

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วยอัลกอริทึมที่ชาญฉลาดในการวิเคราะห์ คาดการณ์ ทำนายผล และช่วยตัดสินใจแทนมนุษย์ กระทั่งการดำรงชีวิตประจำวันที่ต้องเจอกับการใช้งานเอไอทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว

แต่การใช้งานเอไอที่เกินเลย เช่น การเก็บข้อมูลพฤติกรรมส่วนบุคคลในการซื้อสินค้าออนไลน์เข้าสู่การวิเคราะห์ของเอไอเพื่ออัดแคมเปญการตลาด หรือข้อมูลเสนอสินค้าและบริการที่เราไม่ได้ให้ความสนใจภายใต้คำว่า “โพสต์แนะนำ” หรือให้เอไอเป็นผู้เลือกการมองเห็นข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ให้เรา โดยแกะรอยจากพฤติกรรมการสืบค้นข้อมูลที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นการเลือกแบบมีอคติ ไม่รอบด้าน ไปจนถึงรบกวนความเป็นส่วนตัว อีกทั้งการพัฒนาและฝึกฝนเอไอให้มีประสิทธิภาพในการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจต้องอาศัยคลังข้อมูลจำนวนมากทั้งข้อมูลทั่วไปและข้อมูลจำเพาะ 

ขณะที่อัลกอริทึมเบื้องหลังการประมวลผลของเอไอที่นำไปสู่คำตอบก็ยังเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด กลายเป็นจุดอ่อนของเอไอเรื่องความน่าเชื่อถือ ดังนั้น การหยิบยกเรื่อง ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) จึงเป็นไปเพื่อกำหนดบรรทัดฐานให้กับกระบวนการพัฒนาเอไอ การนำไปใช้ อัลกอริทึมและผลลัพธ์ที่ต้องยืนอยู่บนความเชื่อมั่น ป้องกันความเสี่ยง และเพิ่มเติมความปลอดภัยให้มากที่สุด

บริบทโลกด้านปัญญาประดิษฐ์

เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีในอดีต การทำงานให้ได้ผลลัพธ์ตามมาตรฐานที่กำหนดเป็นอันจบ แต่ไม่ใช่กับเอไอ เพราะเอไอไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยี หากยังรวมถึงการจัดการกระบวนทัศน์ที่มีทั้งข้อมูลและคนเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นทำให้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในการมองหาจุดสมดุลระหว่าง “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีวิศวกรรม” กับ “การใช้ข้อมูลอย่างมีธรรมมาภิบาล” เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการใช้งานพร้อม ๆ ไปกับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว

หากมองมิติการพัฒนาด้านวิศวกรรม การมีข้อมูลที่มากพอและอัลกอริทึมที่ล้ำกว่าเดิม ทำให้การทำงานของเอไอเกิดความก้าวหน้าอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม การทำงานของเอไอจะยิ่งทวีความซับซ้อนเวลาที่ข้อมูลมีปริมาณมากขึ้น หรือมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นในกระบวนการพัฒนาและนำเอไอไปใช้งาน 

ดังนั้น การพัฒนาเอไอจึงต้องคำนึงถึงการกำหนดบททดสอบเพื่อวัดผลการทำงานที่มีประสิทธิภาพอยู่เสมอๆ รวมถึงปลูกฝังรูปแบบการเรียนรู้ความผิดพลาดอย่างต่อเนื่องและสร้างวงจรป้อนกลับ (Feedback Loop) เพื่อย้อนไปปรับปรุงของเดิมให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น 

​ส่วนในมิติของธรรมาภิบาลต้องมองให้กว้างในระดับอีโคซิสเท็ม เช่น เรื่องของจรรยาบรรณทางวิชาชีพ บรรทัดฐานด้านการปฏิบัติเพื่อไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องเมื่อต้องเผชิญข้อจำกัดทางเทคโนโลยี รวมทั้งการกำกับเลยไปถึงพื้นที่สีเทาๆ เช่น การส่งเสริมทักษะการศึกษาแบบ STEM (วิทยาศาตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ซึ่งเป็นพื้นฐานสู่การพัฒนาทักษะการอ่านข้อมูล  (Data Literacy) เช่น ตัวเลข กราฟ และแดชบอร์ดต่าง ๆ เพื่อให้บุคลากรในอนาคตสามารถแปลหรือถอดความ การทำงานวิเคราะห์และตั้งคำถามโต้แย้งกับข้อมูลที่ได้มา อย่างน้อยก็เพื่อเข้าใจการทำงานของแมชชีนเลิร์นนิ่งหรือเอไอได้รอบด้าน และอธิบายผลลัพธ์ของข้อมูลที่ออกมาได้อย่างถูกต้องเป็นต้น

Dr. Urs Gasser มหาวิทยาลัยเทคนิคมิวนิค ประเทศเยอรมัน (Dr.Urs Gasser Technical University of Munich, Germany) ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐเมริกาซึ่งมีแนวทางในการกำหนดหลักธรรมมาภิบาลเอไอที่ค่อนข้างอะลุ้มอล่วย ตรงที่พยายามควบคุมแต่ไม่ไปฆ่าการพัฒนานวัตกรรม ขณะที่ทางฝั่งยุโรปจะมีความตื่นตัวสูงและเน้นหลักป้องกันไว้ก่อนเพราะไม่ชอบเผชิญความเสี่ยง โดยมีอยู่ 2-3 ประเด็นที่ยุโรปค่อนข้างเข้มงวด เช่น คุณภาพของชุดข้อมูลที่ต้องครอบคลุมและหลากหลาย กฎหมายที่มีรายละเอียดในการควบคุมค่อนข้างมากยิ่งถ้าเป็นการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือเอไอด้านสุขภาพ เช่น การใช้เกณฑ์อะไรในการพัฒนาระบบเอไอและต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น รวมถึงการคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย

​การออกแบบธรรมาภิบาลที่ต้องรับมือกับเทคโนโลยีใหม่และประเด็นความเชื่อมั่น จึงต้องมีกลไกสามประการคือ “การเปิดเผยและโปร่งใส” เพื่อปิดช่องว่างให้รอบด้านระหว่างการไม่รู้กับความรู้ที่ต้องรู้และควรรู้ “การออกกฎหรือระเบียบปฏิบัติ” เพื่อกำกับและติดตามตรวจสอบการใช้งานเทคโนโลยี และ “มาตรฐานความรับผิด” เพื่อป้องปรามและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาด และกำกับการใช้งานเอไอให้อยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ จึงจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น

“ทุกประเทศควรมีการออกแบบธรรมาภิบาลที่ไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการสร้างนวัตกรรม เพราะไม่ว่าอย่างไร ระบบสุขภาพยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างเอไอกับมนุษย์ ทางเลือกในการบรรเทาความเสี่ยงที่เป็นไปได้โดยจำแนกให้ชัดเจนว่า สิ่งใดที่มนุษย์ทำได้มีประสิทธิภาพกว่า อะไรที่เครื่องจักรทำได้ดีกว่า และกำหนดบรรทัดฐานการปฏิบัติว่า ณ จุดใด หรือขั้นตอนใดที่มนุษย์จะสามารถเข้าควบคุมการทำงาน หรือตัดสินใจแทนเอไอเพื่อลดข้อผิดพลาด ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเอไอให้มีศักยภาพในการอธิบายผล (Explainable AI) ให้ได้มากที่สุด”  

ธรรมาภิบาลไทยในระบบสุขภาพ

ประเทศไทยได้รับเอาเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งไมได้มีแค่ปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบบริการสุขภาพ อาทิ ระบบทะเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสั่งยาโดยแพทย์ทางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่สนับสนุนภาระงานประจำวัน ขณะที่ยังขาดในเรื่องระบบ สนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิค (clinical decision support system-CDS) จนกระทั่งปี 2513 มีความพยายามในการพัฒนาระบบผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาแก้ไขข้อจำกัดของการรักษาโดยมนุษย์แต่ยังมีประสิทธิภาพไม่ดีนัก แม้จะได้รับการพัฒนามาจนกลายเป็นแมชชีนเลิร์นนิ่ง จนมาถึงปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันก็ยังเป็นประโยชน์ในบางกรณี และเกิดความเสี่ยงในบางกรณี

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นองค์กรกลางในการปฏิสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกเพื่อร่วมหารือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการบริหารจัดการประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ได้ออกมาชูธงเรื่องหลักจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics) ให้เป็นวาระโลก และมีการนำไปขยายผลในหลายประเทศไม่ต่ำกว่า 40ประเทศ รวมถึงประเทศไทยซึ่งมีการนำร่องกรอบการทำงานเรื่องธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ใน 3 ภาคส่วนหลัก คือ ภาคบริการสุขภาพ ภาคการเงิน และภาครัฐ เพื่อให้ได้ผลที่เป็นรูปธรรมภายในปีหน้า 

“โจทย์เรื่องระบบสุขภาพเป็นเรื่องแรกที่เราหยิบมาทำก่อนเพราะเป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของมนุษย์ เป็นเรื่องของความปลอดภัยและสุขภาพ และยึดโยงอยู่กับข้อมูลที่มีความอ่อนไหวโดยเฉพาะข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล จึงต้องการคนเก่ง ๆ ทั้งในวงการแพทย์ ไอที และกฎหมายมาช่วยกำหนดแนวทางในเรื่องนี้” ดร. ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าว

ด้าน ดร. ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส เอ็ตด้า เสริมว่า เอ็ตด้าซึ่งรับหน้าที่ผลักดันธรรมาภิบาลให้เกิดการปฏิบัติที่เหมาะสมกับสังคมไทย ได้เริ่มต้นก้าวแรกด้วยการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเอ็ตด้า เนคเทค กรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบบริการสุขภาพ สมาคมผู้ประกอบการด้านปัญญาประดิษฐ์ ต่อเนื่องสู่การจัดตั้ง “ศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Clinic-AIGC)” โดยมุ่งให้เกิดความร่วมมือแบบพหุภาคีในมิติของเทคโนโลยี กฎหมาย และจริยธธรม โดยหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นผู้ถือกฎหมาย  ผุ้เชี่ยวชาญไทยและระดับโลกที่เชิญมาเป็นที่ปรึกษานโยบายด้านธรรมาภิบาลระหว่างประเทศ ภาควิชาการและมหาวิทยาลัยมาช่วยเรื่องการวิจัย เพื่อร่วมกำหนดกรอบนโยบายและการทำงานด้านธรรมภิบาลที่เทียบเท่าสากล ตลอดจนวางแนวทางจัดตั้งศูนย์ทดสอบปัญญาประดิษฐ์ การฝึกอบรมเรื่องของธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ให้กับทั้งผู้ที่มีหน้าที่กำกับดูแลหรือนำเอไอไปใช้ ตลอดจนเสริมสร้างให้เกิดเครือข่ายผู้พัฒนาเทคโนโลยีเอไอที่เข้าใจในหลักธรรมมาภิบาล เพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการด้านเอไออย่างมีความรับผิดชอบ สร้างความมั่นใจในการขยายธุรกิจและบริการไปในทิศทางที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนี้ การชูธงธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์จะมีส่วนช่วยยกระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 25 ของโลกจากการสำรวจเมี่อปี 2564 ที่ผ่านมา

“การนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ด้านการสาธารณสุขยังขาดกลไกกำกับเรื่องธรรมาภิบาลที่สอดคล้องกับแต่ละวิชาชีพ” ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวและเสริมว่า การทำเอ็มโอยูจะทำให้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการวินิจฉัยเพื่อวางแผนการรักษา หรือถอดบทเรียนการรักษาทางการแพทย์ขั้นสูงได้อย่างเหมาะสมกับธรรรมาภิบาลในแต่ละวิชาชีพมากยิ่งขึ้น และทำให้การเข้าถึงระบบบริการในสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนของประชาชนมีความรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่แพทย์ผู้ให้บริการ แพทย์ผู้ดำเนินการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้เพิ่มความระมัดระวัง และเร่งแก้ไขปรับปรุงเมื่อเกิดข้อผิดพลาด เพื่อให้ผู้รับบริการมีความไว้วางใจ และยังเป็นการส่งเสริมศักยภาพประเทศไทยในการเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติในอนาคต

ส่วนบทบาทของกรมการแพทย์ใน “การให้บริการโรคที่รักษายาก” ที่ได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลเฉพาะทาง สถาบันมะเร็ง สถาบันประสาท สถาบันเด็ก เป็นต้น และ “การวิจัยและอำนวยการศึกษาทางการแพทย์” ให้กับนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้าน นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เอ็มโอยูเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ระบบสุขภาพบนเทคโนโลยีเอไอ (AI Health) ยืนอยู่ในจุดที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสม ทันการณ์และปลอดภัย

ขณะที่ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กล่าวว่า เวลาพูดถึงธรรมาภิบาลด้านปัญญาประดิษฐ์ มักมีคำถามพื้นฐาน 3 ข้อที่ต้องตอบ คือ ปัญญาประดิษฐ์ที่ว่าจะมาแย่งงานคนใหม และต้องพัฒนาคนต่อไปในเส้นทางแบบใด? เราจะมั่นใจในความแม่นยำ โปร่งใส ตรวจสอบได้ของปัญญาประดิษฐ์เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดอย่างไร? และ ปัญญาประดิษฐ์กำลังละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ละเมิดกิจกรรมหรือกิจการระหว่างกันหรือไม่? 

​“ปัญญาประดิษฐ์เป็นเสมือน S-Curve ตัวใหม่ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี ด้านเศรษฐกิจของประเทศและทั่วโลก ดังนั้น ในทางเทคนิค เราต้องมีการศึกษาเรื่องมาตรฐานที่จำเป็นสำหรับปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาศูนย์ทดสอบที่เป็นกลางอย่างที่เนคเทค เอ็ตด้า หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำ จะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างจากเอไอ ส่วนประเด็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการศึกษาพระราชบัญญัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างรอบด้าน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอเข้าไปเสริมการให้คำปรึกษา” 

สมดุลการคุ้มครองข้อมูลกับประสิทธิภาพการรักษา

นอกเหนือจากประเด็นการคุ้มครองข้อมูล กฎหมายการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือจรรยาวิชาชีพเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้งานข้อมูลไม่ว่าจะโดยองค์การสาธารณะหรือภาคเอกชนยังต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญ 2 ประการ คือ “ความจำเป็น และ “การป้องกันที่เหมาะสม อาทิ การระบุวัตถุประสงค์และมูลเหตุจำเป็นในการใช้ข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล การแปลงข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นข้อมูลนิรนามเพื่อให้เจ้าของข้อมูลตัวจริงสบายใจ การแจ้งผู้ป่วยให้ทราบว่าข้อมูลส่วนไหนต้องการเก็บและส่วนไหนต้องการใช้ หากจำเป็นต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคตลจริง ต้องมีระบบเข้ารหัสหรือป้องกันที่ดีพอ หรือกำหนดการเข้าถึงข้อมูลโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น 

นายแพทย์นวนรรณ ธีระอัมพรพันธุ์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (Dr. Nawanan Theera-Ampornpunt : Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital, Mahido University) ให้ความเห็นว่า หากมองการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในมุมของประสิทธิภาพการรักษา ความเป็นส่วนตัวในเรื่องข้อมูลผู้ป่วยอาจจะดูน่ากังวลน้อยกว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของการขาดข้อมูลที่มากพอในการฝึกสอนและพัฒนาเอไอในการวินิจฉัยโรคหรือการรักษา ก่อให้เกิดการตรวจวินิจฉัยที่ได้ผลบวกลวง (False Positive) และผลลบลวง (False Negative) ซึ่งการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนในบางโรคอาจทำให้การรักษาล่าช้า ผิดพลาด หรือส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้ป่วย 

ในทางกลับกัน การมีข้อมูลที่มากพอจะทำให้เอไอสามารถบอกเราถึงความถูกต้อง เช่น ในการแปรผลการวิจัยผลิตยาที่สามารถอ้างอิงไปสู่นัยทั่วไปได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrical Cardiography) ซึ่งมีการใช้เอไอเล็ก ๆ ในการจับรูปแบบการเต้นของหัวใจและให้คำแนะนำเพื่อดูว่า หัวใจเต้นเป็นปกติหรือผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นเอไอที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสียทีเดียว แต่แพทย์สามารถใช้ข้อมูลเนี้เป็นตัวช่วยประเมินผลการรอ่านคลื่นหัวใจได้

​หากมุมมองที่ท้าทายมากกว่า คือ การมีหรือรับรู้ข้อมูลที่ไม่เท่าเทียม” ระหว่างแพทย์ผู้ทำการรักษาและตัวผู้ป่วยเอง อะไรคือจุดสมดุลของกรเปิดเผยข้อมูลการรักษาทั้งหมด บางส่วน หรือไม่เปิดเผยเลยในบางเรื่อง ซึ่งล้วนมีผลต่อการตัดสินใจไปต่อหรือยุติการรักษา หรือกระทั่งการเลือกแผนการรักษาของผู้ป่วย

ส่วน “หลักความรับผิด” ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ทั้งนี้ เคยมีคำคมเกี่ยวกับหลักกฎหมายทั่วไป (Legal Doctrine) เรียกว่า Learned Intermediary หมายถึง การบกพร่องในคำเตือน เช่น จากเดิมเป็นแค่หน้าที่แพทย์หรือเภสัชกรในการให้คำเตือนเรื่องการใช้ยาให้กับผู้ป่วย ต่อมาได้มีคำสั่งศาลให้เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้ผลิตยาที่ต้องออกโฆษณาคำเตือนเรื่องยาต่อผู้บริโภคโดยตรงด้วยเช่นกัน เอไอก็ควรมีแนวทางที่คล้ายคลึงกัน เช่น ถ้าแพทย์รู้ก่อนว่ามีความผิดพลาดจากการใช้งานเอไอแล้วยังปล่อยให้สถานการณ์เกิดขึ้นหรือดำเนินต่อไป แพทย์ควรร่วมรับผิดชอบหรือไม่ แต่หากเอไอทำงานไปโดยปราศจากการแทรกแซงโดยคนหรือใครก็ตาม ผู้พัฒนาเครื่องมือเอไอนั้นก็ควรเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ เป็นต้น

จริยธรรมการวิจัยในคน : กรณีผู้ป่วยเสี่ยงเบาหวานขึ้นตา

​ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยโรคเบาหวานเฉลี่ยรวมแล้ว 4-5ล้านคน ซึ่งบางรายที่มีพัฒนาการเจ็บป่วยที่มากขึ้น จะต้องได้รับการส่งตรวจเพื่อวินิจฉัยความเสี่ยงเบาหวานขึ้นตาโดยจักษุแพทย์ปีละหนึ่งครั้ง ในขณะที่มีจำนวนจักษุแพทย์อยู่เพียง 1.500-2,000คน ในปี 2543 จึงได้ริเริ่มโครงการถ่ายภาพจอประสาทตาด้วยกล้องในการตรวจคัดกรอง โดยมีแมชชีนเลิร์นนิ่งมาช่วยเรื่องความแม่นยำในการอ่านผล ซึ่งพบว่า ความไว (Sensitivity) ในการตรวจพบผู้ที่ป่วยเป็นโรคจริงและมีอัตราแสดงผลตรวจเป็นบวกได้ถึง 80-90% แต่ความจำเพาะ (Specificity) ในการตรวจคนปกติกลับให้อัตราผลตรวจที่เป็นลบเพียง 40-50% ซึ่งต้องอาศัยคนมาอ่านผลแทนเพื่อให้ผลลบที่ 85% เพื่อป้องกันผลลบลวง คือ ไมได้ป่วยแต่จริง ๆ แล้วป่วย อย่างไรก็ตาม การฝึกอบรมคนให้อ่านผลตรวจแทนแมชชีนเลิร์นนิ่งยังทำได้แค่เพียง 50% ซึ่งยังไม่เพียงพอมาตลอดหลายปี

กระทั่งปี 2559  ได้เกิดนวัตกรรมที่เรียกว่า Deep Learning หรือ การเรียนรู้เชิงลึก ซึ่งเพิ่มความแม่นยำทั้งการอ่านค่าความไวและความจำเพาะได้มากกว่า 95% จึงได้มีการทดสอบโดยเอาภาพจอประสาทตาของผู้ป่วยไทยมากกว่า 1 หมื่นรายใส่เข้าไปในระบบที่ว่าเพื่อทำการศึกษาย้อนหลังจากภาพถ่ายที่มีอยู่เดิม และศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงและไม่มีปัจจัยเสี่ยงจากผู้ป่วยที่มาถ่ายภาพจอประสาทตาเพื่อรับการส่งตรวจวินิจฉัยในหน่วยบริการปฐมภูมิ 9 แห่ง ได้แก่ ปทุมธานี 4 แห่ง เชียงใหม่ 4 แห่ง และโรงพยาบาลราชวิธี ซึ่งวัดผลความไว้ได้ถึง 91% และความจำเพาะได้ถึง 96% และเป็นที่มาของการขยายผลการวิจัยเพื่อนำนโยบายสู่การปฏิบัติออกไปในหน่วยบริการปฐมภูมิ 12 เขตสุขภาพ โดยแต่ละเขตเป็นการจับคู่ระหว่างโรงพยาบาลเขตกับโรงพยาบาลประจำจังหวัด เมื่อพบเคสเป็นบวกก็จะส่งต่อไปยังโรพยาบาลประจำจังหวัด

โดยปัจจุบัน ยังคงมีการวิจัยและทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องกับทีมกูเกิล เฮลธ์ (Google Health) และทีมบริการทางการแพทย์ (DMS Team) ซึ่งดูแลโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น ในการพัฒนาแพลตฟอร์มบนกูเกิล เอไอ (Google AI) ซึ่งน่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างและเริ่มติดตั้งใช้งานได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

นายแพทย์ไพศาล ร่วมวิบูลสุข แผนกบริการการแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี (Dr.Paisan Ruamviboonsuk : Rajvithi Hospital, Department of Medical Services) กล่าวว่า “ในการวิจัยแต่ละครั้ง เราจะมีการกำหนดข้อบังคับที่ชัดเจน เนื่องจากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชิ้นนี้เกี่ยวข้องกับข้อมูลของผู้ป่วยโดยตรง ยกตัวอย่างประเด็นของการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ภาพจอประสาทตาของผู้ป่วยซึ่งบางภาพปรากฎชื่อและเลขประจำตัวผู้ป่วย จะถูกลบทิ้งก่อนอัปโหลดขึ้นระบบเอไอเพื่อให้เหลือเฉพาะภาพเท่านั้น การพิสูจน์ความแม่นยำของอัลกอริทึมโดยใช้ชุดภาพถ่ายของผู้ป่วยที่มากกว่า 1 หมื่นราย และเป็นข้อมูลผู้ป่วยคนไทยสำหรับใช้กับประเทศไทย โดยไม่มีชุดช้อมูลของผู้ป่วยจากประเทศอื่นมาปะปน หรือ การวางแนวปฏิบัติโดยเคสผู้ป่วยที่ได้ผลเป็นบวกต้องมีการอ่านค่าซ้ำอีกครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาโดยตรง และมีการสุ่มตรวจวินิจฉัยเคสผู้ป่วยที่ได้ผลเป็นลบเฉลี่ย 10% มาอ่านผสมซ้ำ เพื่อลดจำนวนการตรวจวินิจฉัยเป็นผลบวกลวงและผลลบลวง

“เอไอไม่ใช่แพทย์ แต่เป็นผู้ช่วยแพทย์ เราจึงไม่ได้เชื่อผลของเอไอไปทั้งหมด เรายังต้องเพิ่มเติมการวิจัย นำอัลกอริทึมไปทดสอบซ้ำกับข้อมูลเพื่อให้เกิดความเป็นมาตรฐาน นำผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมในการวิจัยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ มีความโปร่งใสในการแจ้งผู้ป่วยทราบถึงความเสี่ยงในการอ่านผลของเอไอ และบอกถึงความผิดพลาดคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น ส่วนในการวิจัยทางการแพทย์เอง เรามีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ซึ่งจะมีเป็นผู้พิจารณาข้อเสนอโครงงานวิจัย ดูแลอัลกอริทึมว่าเหมาะสมควรใช้กับคนไทยหรือไม่ อีกทั้งการเลือกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ต้องให้เหมาะกับแต่ละวัตถุประสงค์ใช้งาน ซึ่งในทางจักษุวิทยาพบว่า เอไอทำงานได้ดีในการตรวจคัดกรองเพื่อจัดกลุ่มโรค แต่ความแม่นยำจะลดลงเหลือเพียง 70% เมื่อนำไปใช้ในการทำนายผลซึ่งถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดีนัก”                

นอกจากนี้ การตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย โดยการสร้างแนวปฏิบัติและเพิ่มระบบการตรวจสอบป้องกันข้อมูลอย่างถูกต้อง เพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นแค่อัลกอริทึมในการวิเคราะห์ ส่วนคลังข้อมูลรูปภาพทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทย ซึ่งจะอัพโหลดขึ้นใช้งานบนกูเกิลเอไอและจะถูกลบออกเมื่อการวิเคราะห์ผลเสร็จสิ้นในทันที

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เส้นทาง “โกลบิช” กับคู่ผู้ก่อตั้ง “ทรอย-จุ๊ย” จาก “รัก และเกลียด” ภาษาอังกฤษ สู่ EdTech เบอร์ต้นของไทย

อัตโนมือ สู่ อัติโนมัติ เจาะลึกโปรแกรม dtac Citizen Developer จิ๊กซอว์สำคัญเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัลเต็มขั้น

ยูนิเวอร์ซัล โรบอท เตรียมจัดงานประชุมหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน (โคบอท) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ที่ไทย

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 เหลาคมแนวคิด “ธุรกิจสตาร์ทอัพ” จากต้นตำรับ Silicon Valley

ปิดโครงการปีที่ 3 ของ KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี “Project EV” สตาร์ทอัพที่มีรูปแบบธุรกิจที่ชัดเจน สร้างผลกกระทบต่ออุตสาหกรรม เป็นผู้ชนะการประกวดแนวคิดและแผนธุรกิจ

AWS แนะวิธียกระดับในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัล

นับตั้งแต่ปี 2560 ผู้คนกว่าห้าล้านคนจากทั่วทั้งภูมิภาคได้รับการฝึกอบรมทักษะด้านระบบคลาวด์จาก AWS การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่เกิดขึ้นและน่าสนับสนุนในเวลาเดียวกัน

‘เมล่อน เมดิคอล’ คลีนิคออนไลน์จากทีมหมอที่เข้าใจกระบวนการรักษาทั้งระบบ

เมล่อน เมดิคอล แพลตฟอร์มแพทย์ทางไกล ตรวจรักษาคนไข้ทางออนไลน์พัฒนาโดยทีมแพทย์คนไทย ที่เข้าใจเรื่องการกระบวนการรักษาทั้งระบบ ต่อยอดการช่วยเหลือคนไทยในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19

เตือนภัยรถ 6 แสนคัน เปลี่ยนด่วน ‘ถุงลมนิรภัย’ ชี้เสี่ยงระเบิดรุนแรงจากสารแอมโมเนียมไนเตรท

ผู้เชี่ยวชาญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนภัยจากเหตุไม่คาดฝัน หนุ่มวัย 46 ปี บาดเจ็บสาหัสเฉียดตาย ถูกแอร์แบค หรือถุงลมนิรภัยรถยนต์ระเบิดใส่ ชิ้นส่วนฝังเข้าบริเวณอกและท้อง

เปิดตัว ‘Motorist’ แอปจัดการรถยนต์ครบวงจร สำหรับเจ้าของรถ

Motorist เป็นแพลตฟอร์มชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ที่ให้บริการผู้ขับขี่รถยนต์ที่ครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อ-ขายเท่านั้น แต่รวมทุกอย่างที่เจ้าของรถต้องการ

10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับที่มา และ ตลาดคาร์บอนเครดิต

คาร์บอนเครดิต เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เห็นว่า ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศได้กำหนดให้มีการใช้กลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รถยนต์ไฮโดรเจน FCEV อีกทางเลือกของยุคพลังงานสะอาด

หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยชะลอไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นก็คือ การพัฒนายานยนต์ที่ไม่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า EV หรือ Electric Vehicle

การทางพิเศษฯ จับมือ หัวเว่ย วางโครงการสร้างทางพิเศษอัจฉริยะแห่งแรกในประเทศไทย

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ร่วมกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสร้างความร่วมมือร่วมมือในโครงการสร้างทางพิเศษอัจฉริยะ (Smart Expressway) ของประเทศไทย

5 ประโยชน์และความคุ้มค่า เมื่อปรับบ้านให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ด้วยหลังคา SCG SOLAR ROOF

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในทั่วโลกและในประเทศไทย ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา

เปิดใจไรเดอร์พิการ สู้ชีวิตส่งเสียตัวเองจบปริญญา ก้าวสู่เสาหลักครอบครัว

3 ธันวาคมของทุกปี คือ “วันคนพิการสากล” ซึ่งถูกกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้คนทั่วโลกสนับสนุนศักยภาพและเปิดโอกาสให้คนพิการได้ประกอบอาชีพด้วยการพึ่งพาตัวเองได้อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป

MUST READ

Kbank โชว์ความสำเร็จหลักสูตรปั้นสตาร์ตอัพไทย สร้างโมเดลธุรกิจตอบโจทย์และยั่งยืน

ธนาคารกสิกรไทย ประกาศความสำเร็จโครงการ KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 ถ่ายทอดสูตรความสำเร็จของสตาร์ตอัพระดับโลก ติวเข้ม 8 สัปดาห์ ได้ 8 ทีมสุดท้าย

บ้านปู เน็กซ์ โชว์ไอเดียผู้ชนะ J-MAT ปั้น Smart e-TukTuk ต่อยอดบริการระบบสัญจรทางเลือกแบบครบวงจร

บ้านปู เน็กซ์ ผนึก สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ประกาศผลการประกวดแผนการตลาด J-MAT Award ครั้งที่ 31 ในหัวข้อ “Smart e-TukTuk ขับเคลื่อนอนาคตด้วยคน GenNEXT”

การฟื้นตัวของ “ท่องเที่ยว” และ “บทเรียนที่ถูกลืม”​

คาดหมายกันว่า ผลจากการประชุมเอเปค ที่ปิดฉากไปหมาด ๆ จะส่งผลแรงต่อ ภาคท่องเที่ยว จากข่าวสารที่สื่อนานาประเทศเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ทั้งผลการประชุมจากเวทีผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค

ทรู จับมือ มาม่า ส่งแคมเปญ ‘มาม่าแจกเน็ตทรูฟรีทุกคัพ ลุ้นทองทุกสัปดาห์’

ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึกมาม่า ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ส่งแคมเปญใหญ่โค้งสุดท้ายของปี กับ “มาม่าแจกเน็ตทรูฟรีทุกคัพ ลุ้นทองทุกสัปดาห์”

ไปรษณีย์ไทย เปิดตัวระบบ Digital Post ID ทางเลือกใหม่ของการระบุชื่อ-ที่อยู่บนกล่องพัสดุ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และไปรษณีย์ไทย เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เปิดตัว Digital Post ID ทางเลือกใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากการใช้ชื่อ ที่อยู่ ให้เกิดการระบุตำแหน่ง สถานที่
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น