TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกTechnology44 นาทีกับ “สมคิด จิรานันตรัตน์” อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ digital transformation เมืองไทย

44 นาทีกับ “สมคิด จิรานันตรัตน์” อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ digital transformation เมืองไทย

ถือเป็นหนังม้วนยาวที่คนไทยทั้งประเทศควรติดตามให้ดี สำหรับความเคลื่อนไหวในวงการ digital transformation เมืองไทย เหตุผลเป็นเพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ซึ่ง digital transformation อาจจะส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชาติในอนาคต รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนไทย

ความสำคัญนี้ทำให้ “สมคิด จิรานันตรัตน์” ใช้เวลา 44 นาทีอย่างเข้มข้นบนเวทีงาน The Story Thailand Forum 2024 บอกเล่ากับผู้ฟังในหัวข้อ “The next chapter of the digital transformation for Thailand” ซึ่งบทสรุปนั้นฉายชัดว่า บทต่อไปของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลสำหรับประเทศไทยจะเป็นมากกว่าแค่เทคโนโลยี โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการยอมรับการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมนวัตกรรม และการสร้างขีดความสามารถที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืน ด้วยการจัดการกับความท้าทายและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ digital transformation หยิบยื่นให้

สมคิด จิรานันตรัตน์ แนะคนไทย พัฒนา Super App สัญชาติไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

สำหรับ สมคิด จิรานันตรัตน์ นั้นมีดีกรีเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแอปฯ ‘เป๋าตัง’ และอดีตประธาน Kasikorn Business Technology Group (KBTG) โดยหนึ่งในประเด็นที่ตรงไปตรงมาที่สุดจากมุมมองของกูรูอย่างสมคิด คือ 4 อุปสรรคต่อการแข่งขันของประเทศไทย และทุกอุปสรรคสามารถแก้ไขได้ด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล ที่จะเป็นอนาคตซึ่งต่อยอดจากอดีตและปัจจุบันของ digital transformation ในองค์กรไทย

อดีตไม่เหมือนเดิม

สมคิดใช้เวลา 15 นาทีแรกบนเวทีไปกับการสะท้อนภาพว่าองค์กรไทยยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลหรือการทำ digital transformation มากน้อยเพียงใดในช่วงที่ผ่านมา โดยระดับการยอมรับนี้ถือได้ว่าเป็นกระจกฉายภาพอดีตของ digital transformation ที่แตกต่างจาก digital disruption อย่างมีนัยสำคัญ

สมคิดอธิบายว่า digital disruption คือการทำลายล้าง หมายถึง การมีเทคโนโลยีเกิดขึ้นแล้วนำมาประยุกต์ใช้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพราะผู้คนเกิดชื่นชอบเทคโนโลยีนั้นมากกว่าเดิม ภาวะนี้ทำให้บริษัทห้างร้านที่ยังใช้เทคโนโลยีแบบเดิม อาจจะล้มหายหรืออยู่ในตลาดไม่ได้ ทำให้ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา องค์กรขนาดใหญ่และเล็กต่างพยายามที่จะทำ digital transformation ให้เกิดขึ้นอยู่ตลอด

สำหรับ Digital Transformation นั้นคือการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวภายในองค์กร เพื่อสร้างศักยภาพทางการแข่งขันให้องค์กรอยู่รอดได้ โดยองค์ประกอบของ Digital Transformation ถูกวิเคราะห์ว่ามี 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกส่วนผู้นำองค์กรหรือ Leadership ที่รู้ดีว่าจะเดินหน้าเปลี่ยนแปลงองค์กรไปเพื่ออะไร ส่วนที่ 2 คือ Mindset หรือการมีกรอบความคิดที่ไม่อิงกับวิธีการแบบเดิม ๆ ขณะที่ส่วนที่ 3 คือ Capability ในเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแง่ดี เช่น การสร้าง AI ในฐานะของผู้ที่เข้าใจ วิจัย และเห็นผลกระทบ

สมคิดมองว่าหนึ่งในอุตสาหกรรมไทยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อใช้ digital transformation คือตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดทุน ซึ่งมีการใช้ digital transformation กว่า 30 ปี โดยในอดีตจะใช้สมองคนในการตัดสินใจตลอดขั้นตอนการทำ digital transformation  ตั้งแต่ขั้น Macthing order ที่ต้องใช้เวลาและบุคลากรคนในการดำเนินการ จึงมีระบบ Trading Automation ขึ้น ทำให้เกิดการ Macthing order แบบเรียลไทม์

สำหรับกรณีนี้ สมคิดเชื่อว่าความสำเร็จของตลาดหลักทรัพย์เกิดขึ้นจากการที่ผู้บริหารมี Mindset ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ที่ดีทำให้สำเร็จ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังมีการทำ Scriptless Settlement ที่เป็นรูปธรรม ด้วยการเปลี่ยนกฎหมาย จึงไม่ต้องนำใบหุ้นมาแลกกันหลังการซื้อขายอีกต่อไป ทำให้ลดระยะเวลาในการซื้อขายให้น้อยลง  ซึ่งเมื่อมีการทำ Internet Trading ทำให้ผู้ลงทุนไม่ต้องเดินทางและซื้อขายได้แบบออนไลน์ ก็มีการตั้งเป็นบริษัท Settrade.com นำไปสู่เรื่องของข้อมูลที่มีการทำให้เข้าถึงได้แบบเรียลไทม์และครอบคลุมบนโลกออนไลน์

ปัจจุบันยังต้องปรับ

อดีตของ digital transformation ไทยอาจจะหอมหวาน แต่ปัจจุบันของ digital transformation ก็ยังมีหลายสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนอยู่ เช่น โครงสร้างของตลาดทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ตั้งมากว่า 30 ปี อย่างไรก็ตาม ด้วยยุคสมัยที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงสูง สมคิดมองว่าองค์กรไทยจะต้องตามดูว่าควรเปลี่ยนโครงสร้างใดเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้คนในยุคสมัยใหม่มากขึ้น 

บทสรุปที่สมคิดวิเคราะห์บนเวทีในช่วง 15 นาทีถัดมา คือมุมมองว่าปัจจุบันของ digital transformation นั้นต้องอาศัย Leadership หรือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แข็งแรงมาก  ซึ่งผู้นำจะต้องไม่เพียงแต่ตระหนักถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องส่งเสริมวัฒนธรรมที่เอื้อต่อนวัตกรรม คู่ไปกับการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการลงทุนด้านเทคโนโลยี

“อย่างตลาดธนาคาร การที่มี QR พร้อมเพย์ เป็นตัวอย่างที่ดีมาก เพราะหลายประเทศเห็นแล้วอยากทำตาม และการมี Mobile Banking ที่มีคนใช้มากกว่า 20 ล้านคน การทำธุรกรรมต่างๆ เกิดเป็น Cashless Society ขึ้นจริง และไม่ได้มีอุปสรรคมากมายในการทำให้คนไทยใช้งาน แต่ก็ต้องถามว่า ทำไมปัจจุบันนี้เราต้องพิมพ์ธนบัตรอยู่ การผลิตเงินสดมีต้นทุนมหาศาล และเงินสดยังเป็นเครื่องมือสำคัญมากในการทำคอร์รัปชัน”

3 ทศวรรษเส้นทาง CIO: สร้างทีมระดับเวิลด์คลาสที่กสิกรไทย [EP4]

ปัจจุบัน digital transformation ทำให้เกิด 4 ปรากฏการณ์น่าสนใจในประเทศไทย ได้แก่ 1. การนำ AI DATA รวมถึงแพลตฟอร์มที่ดี เช่น เป๋าตัง มาแสดงให้เห็นคุณสมบัติของยุคดิจิทัล 2. ลดบทบาทของพ่อค้าคนกลางลง ทำให้ราคาสินค้าลดต่ำลง เช่น การซื้อขายลอตเตอรี่ที่ราคาถูกลง เพราะต้นทุนของตัวกลางที่หายไป และสามารถรักษารายที่จับต้องได้มากขึ้น 3. พันธบัตรรัฐบาล ที่ประชาชนทั่วไปจะซื้อได้ง่ายมากขึ้นด้วยเงินหลักร้อยบาท และพันธบัตรรัฐบาลเข้าไปอยู่ในวอลเล็ตทันที โดยไม่ต้องรอ 15 วัน และ 4. การซื้อขายทองบนเป๋าตัง ซึ่งเป็นการเพิ่มสภาพคล่องของ Asset ที่ประชาชนถืออยู่ในมือได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาในการซื้อขาย เพราะมีตลาดที่รองรับทันที

“สิ่งที่ Banking ต้องทำเพิ่มคือ ต้องเข้าใจว่า ธนาคารเป็นระบบปิด แล้วธนาคารในปัจจุบันทำหน้าที่เป็นตัวกลาง แต่เรารู้ว่าเทคโนโลยีทำให้ตัวกลางมีค่าน้อยลง คำถามต่อไปคือ ธนาคารเก่งในด้านเทคโนโลยี มี Minset ที่ดี มี Leadership ที่ดีอยู่แล้ว แต่การให้บริการที่ต้องปรับให้ทันสมัยมากขึ้นก็อาจจะต้องทำการบ้านมากขึ้น”

อนาคต บอกได้จากอุปสรรคประเทศ

สมคิดใช้เวลาโค้งสุดท้ายบนเวทีบอกใบ้เรื่องก้าวถัดไปของ digital transformation ด้วยการแจกแจงว่าอะไรเป็นอุปสรรคในการแข่งขันของประเทศ จนทำให้ตัวเลข GDP ของไทยไม่เติบโตเท่าที่ควร ซึ่งปรากฏว่าทุกอุปสรรคสามารถเบาบางลงได้ด้วยการพัฒนา digital transformation อย่างถูกต้อง

อุปสรรคแรกคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแรงงานและสังคมโดยรวมของไทย ตรงนี้สมคิดอธิบายว่าสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปถือเป็นความท้าทายในระดับประเทศ โดยประเทศไทยควรรู้ว่าอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร และต่างชาติมีมุมมองต่อประเทศเป็นแบบไหน ซึ่งไทยจะสามารถปรับตัวให้กลายเป็นแถวหน้าในด้านดิจิทัลได้ ก็ต่อเมื่อสามารถดึงคนเก่งกลับมาสู่ประเทศ

นอกจากการดึงคน สิ่งที่ต้องทำคู่ไปคือการสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม ขณะเดียวกันก็ต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยการทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ โปร่งใสและตรวจสอบได้ด้วยเทคโนโลยี หากทำได้ ประเทศไทยจะแก้ปัญหามากมายจากปมคอร์รัปชั่นได้ ตั้งแต่ต้นทุนสังคมที่จะสูงขึ้น การขาดความเป็นธรรมในสังคม ความเหลื่อมล้ำที่อาจมากขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาที่เข้าถึงได้ต่างกัน

สมคิดไฮไลต์ว่า 4 อุปสรรคนี้ควรแก้ไขด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจาก digital transformation มีโอกาสแก้ปัญหาจำนวนคนทำงานน้อยลงในอนาคต โดยอาจจะเพิ่มตัวเลขการผลิตหรือ Productivity ขององค์กรไทยได้ด้วย AI ขณะเดียวกัน สภาพธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปก็สามารถตอบโจทย์ด้วยการสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยีหรือ tech capability และการสร้างค่านิยมที่มีต่อนวัตกรรม หรือ Innovation Culture

ในด้านคอร์รัปชัน สมคิดทิ้งท้ายว่า  digital transformation ในอนาคตอาจทำให้ประเทศไทยมีข้อมูล Digital Footprint หรือรอยเท้าดิจิทัลที่สามารถติดตามการทำงานขององค์กรไทยได้เพื่อความโปร่งใส และมีการทำขั้นตอนอัตโนมัติ Autonomous Process

ที่จะเพิ่มความเป็นธรรมในสังคม นอกจากนี้ digital transformation ยังอาจเป็น Springboard ที่เพิ่มโอกาสทางการศึกษาในอนาคต ซึ่งสมคิดได้เสนอให้ประเทศไทยสนับสนุนเรื่องการทำระบบเปิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดว่าไทยจะมีบริการที่ดีแฝงตัวในแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้เกิดการยกระดับการศึกษาและการทำธุรกิจของคนตัวเล็ก ๆ ให้ดีขึ้น รวมถึงทำให้บทบาทของ Heathcare ให้ดีขึ้นในที่สุด

อดีตและปัจจุบันชอง digital transformation จึงบอกใบ้ถึงการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคต

บทความอื่น ๆ จากงาน The Story Thailand Forum 2024

ความยั่งยืน คือหมุดหมายปลายทางของ ESG ที่ปฏิบัติจริงของ ‘แปซิฟิกไพพ์’

“Career” และ “Role” หมวก 2 ใบของนักธุรกิจที่ช่วยสร้างโลกให้ยั่งยืน

“Humanized AI” อาวุธลับของ ‘LINE’ แอปที่ทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ