ท่ามกลางยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าที่เคย คำถามสำคัญที่เหล่านักวิจัยและผู้พัฒนานวัตกรรมต้องเผชิญคือ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดคืออะไร” คำตอบนั้นอาจไม่ใช่เพียงความล้ำสมัยที่จับต้องไม่ได้ ทว่าคือข้อเท็จจริงที่เรียบง่าย ซึ่งเชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทรงคุณค่าที่สุด คือสิ่งที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ตามมาคือเงาแห่งความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการ ซึ่งมักขาดโอกาสและองค์ความรู้ในการยกระดับคุณภาพชีวิต
ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้พัฒนานวัตกรรมเองก็เผชิญกับบาดแผลของตนเอง แม้ไทยจะมีผลงานวิจัยชั้นเลิศที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ สามารถตีพิมพ์หรือจดสิทธิบัตรได้สำเร็จ แต่เมื่อถึงคราวต้องขยายผลสู่การใช้งานจริงกลับมักสะดุดปัญหา ส่งผลให้เทคโนโลยีจำนวนมากยังคงถูกแช่แข็งอยู่ “บนหิ้ง” และไม่ได้สร้างผลกระทบต่อประเทศอย่างที่ควรจะเป็น
จิ๊กซอว์สำคัญ: สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม
เพื่ออุดรอยรั่วดังกล่าว จึงเกิดเป็นกลยุทธ์การทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง (Synergistic Government) ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นฟันเฟืองหลัก

ศาสตราจารย์ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้คือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิตตามยุทธศาสตร์ชาติ หน้าที่หลักของ อว. คือการนำงานวิจัยออกจากหิ้งสู่การใช้งานจริง การจับมือกับ พม. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เข้าใจมิติทางสังคมลึกซึ้งที่สุดจึงเป็นก้าวสำคัญ เพราะการขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับประเทศไม่สามารถขยายผลได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างแท้จริง
ด้าน เตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เน้นย้ำว่า เป้าหมายของ พม. คือการให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างทั่วถึง การนำเทคโนโลยีจาก สวทช. มาเสริมทัพจะช่วยให้การจัดสวัสดิการสังคมมีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับการทำงานด้านสังคมให้ก้าวทันยุคดิจิทัล เพื่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน หัวใจสำคัญของการลงนามครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเอกสาร แต่คือการบูรณาการข้อมูลและเครื่องมือที่เปิดมุมมองให้ พม. สามารถเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้รวดเร็วและตรงจุด
ศาสตราจารย์ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเสริมว่า สวทช. พร้อมสนับสนุนทรัพยากรและงานวิจัยใน 4 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ การพึ่งพาตนเอง การลดความเหลื่อมล้ำ และสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือครั้งนี้คือสะพานเชื่อมทรัพยากร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางในทุกช่วงวัยอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
นวัตกรรมเพื่อกลุ่มเปราะบาง
การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยว่า นี่คือการต่อยอดความสำเร็จจากการทำงานร่วมกับกรมต่าง ๆ ในสังกัด พม. มาตั้งแต่ปี 2562 โดยครั้งนี้ได้เตรียมนำนวัตกรรมพร้อมใช้มาเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล พม. อย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่การเชื่อมโยงฐานข้อมูลแบบไร้รอยต่อ โดยบูรณาการระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-Logbook) ของ พม. เข้ากับระบบนิรันดร์ (Nirun) และระบบ KidDiary ของ สวทช. เพื่อให้การตรวจสอบสิทธิสวัสดิการมีความต่อเนื่อง

ถัดมาคือ นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมีการสนับสนุนศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุด้วยตู้วัดสุขภาพ อุปกรณ์ฟื้นฟู รถเข็นสระผม Kathy รวมถึงระบบดูแลโภชนาการอัจฉริยะ ElderMeal และแพลตฟอร์มไทยสุข สำหรับกลุ่มคนพิการ ได้มีการนำระบบ SignTh AI ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์แปลงภาษามือมาช่วยสื่อสาร ควบคู่ไปกับกลุ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวก (Assistive Technology) นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการจัดการความมั่นคงทางอาหาร ผ่านโครงการ Food Bank หรือระบบจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อกระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนเปราะบางอีกด้วย
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือชิ้นเอกในการวางระบบสวัสดิการสังคม การผนึกกำลังครั้งนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยไปสู่เครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในทุกพื้นที่ และเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า นวัตกรรมจะทรงพลังที่สุดก็ต่อเมื่อสามารถก้าวลงจากหิ้ง เข้าไปลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
หมายเหตุ: ผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ในงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2569 หรือ NAC2026 ระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
4 องค์กรดัน AI เครื่องมือแพทย์ไทยสู่สากล หวังลดนำเข้า 9 หมื่นล้าน
Uppercase M ชู Agentic AI สร้างระบบเอง นำร่องแสนสิริ



