ที่แม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่ 2 ไร่ 170 ตารางวา “บอล – สุรัตน์ โพธิปราสาท” และ “น้ำผึ้ง – สิริกร ศุภบุญญานนท์” กำลังใช้ชีวิตในจังหวะที่แตกต่างจากภาพจำของผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาวัฒนธรรมองค์กร
บ้านของทั้งคู่ค่อย ๆ ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ชีวิตและการเรียนรู้ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ทั้งคู่เพิ่งเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่อย่างร้านกาแฟ สตูดิโอทำขนมปัง Sourdough และโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก หรือ Micro Cinema สำหรับฉายภาพยนตร์นอกกระแส ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้
อีกด้านหนึ่งของชีวิต คุณสิริกรซึ่งจบด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ทดลองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเองตามหลักความยั่งยืน ทั้งการขุดบ่อขยะ ทำปุ๋ยไส้เดือน ปลูกผักสวนครัว ปลูกข้าว และเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ที่ฟักตัวมาจากไข่ด้วยตัวเอง
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การตัดขาดจากโลกธุรกิจ แต่คือการออกแบบจังหวะชีวิตใหม่
ทั้งคู่ยังคงทำงาน ยังดูแลธุรกิจ และยังขับเคลื่อน Brightside People บริษัทที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมองค์กรและการพัฒนาคน เพียงแต่เลือกจัดสัดส่วนชีวิตใหม่ ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่เชียงใหม่ถึง 70% ของเวลาชีวิต และเข้าสู่สถานะ Semi-Retirement หรือการเกษียณอายุการทำงานบางส่วน ในช่วงวัย 40 และ 50 ปี
คำถามสำคัญคือ คนที่เคยอยู่ในโลกธุรกิจเทคโนโลยี องค์กรข้ามชาติ งานขายระดับองค์กร และการทำงานกับบริษัทระดับพันล้านถึงหมื่นล้านบาท เดินทางมาถึงชีวิตแบบนี้ได้อย่างไร
คำตอบอาจต้องย้อนกลับไปไกลกว่าวันก่อตั้ง Brightside People
ย้อนกลับไปถึงเด็กคนหนึ่งในท่าฉลอม ที่เติบโตหน้าโรงภาพยนตร์ เห็นโลกผ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจบนรถไฟ และค่อย ๆ เชื่อว่า ชีวิตไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อบริบทเดิมเสมอไป
เด็กท่าฉลอมที่โตมากับโรงหนัง
คุณสุรัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 ณ โรงพยาบาลหัวเฉียว และเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างที่ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
ภาพจำในวัยเยาว์ของเขา คือการเป็นลูกร้านขายของชำที่ตั้งอยู่หน้าโรงภาพยนตร์ประจำตำบล ทำให้ได้ดูภาพยนตร์ฟรีทุกเรื่องตั้งแต่อายุ 5 ถึง 12 ปี โลกผ่านแผ่นฟิล์มในวันนั้นกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาเป็นคนมีสุนทรียะในชีวิต ชอบเรื่องเล่า ชอบฟังเพลง และชอบศึกษาเรื่องราวรอบตัว
แต่ท่าฉลอมในวัยเด็กของเขาไม่ใช่พื้นที่ที่ง่ายนัก คุณสุรัตน์เล่าว่า เขาเห็นทั้งยาเสพติด ความรุนแรง และข้อจำกัดของพื้นที่เล็ก ๆ ที่เติบโตมา สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาค่อย ๆ เกิดความรู้สึกว่า ไม่อยากหยุดอยู่เพียงบริบทเดิมของชีวิต
ความอยากแตกต่างจึงเริ่มปรากฏตั้งแต่วัยรุ่น ทั้งการฟังเพลงฝรั่ง การดูภาพยนตร์ที่คนรอบตัวไม่ค่อยดู ไปจนถึงการสนใจหนังสเปน หนังฝรั่งเศส และภาพยนตร์นอกกระแส
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นอาชีพโดยตรง แต่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เขาเป็นคนที่มองโลกผ่านเรื่องราว ผู้คน และความเป็นไปได้ที่กว้างกว่าสิ่งแวดล้อมเดิม
ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 คุณสุรัตน์ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อนั่งรถไฟจากท่าฉลอมเข้ามาเรียนที่โรงเรียนวัดราชบพิธในกรุงเทพฯ เป็นเวลาถึง 6 ปี ก่อนเข้าศึกษาต่อในสายบริหารธุรกิจ เอกการตลาด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เขาเล่าว่า ในเวลานั้นไม่ได้มีภาพชัดเจนว่าตนเองอยากเป็นอะไร เพียงแต่รู้ว่าเป็นคนชอบพูด ชอบสื่อสาร ชอบคุย และมองว่าสายการตลาดน่าจะเป็นทางที่เหมาะกับตัวเองที่สุด
ขณะเดียวกัน การเดินทางด้วยรถไฟทุกวันทำให้เขามีเวลาหนึ่งชั่วโมงในการอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ทั้งฐานเศรษฐกิจ ผู้จัดการ และประชาชาติธุรกิจ จนค่อย ๆ สะสมคลังข้อมูลเกี่ยวกับโลกธุรกิจ นักธุรกิจ และบริษัทต่าง ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย
โลกของหนังทำให้เขาเห็นชีวิตแบบอื่น โลกของหนังสือพิมพ์ธุรกิจทำให้เขาเห็นโครงสร้างของธุรกิจ และโลกของการเดินทางไกลทุกวัน ทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่า การออกจากบริบทเดิมต้องอาศัยวินัย ความอดทน และการเลือกทางเดินของตัวเอง
เมื่อเซลส์เลี้ยงชีพ แต่การสอนเลี้ยงจิตวิญญาณ
หลังเรียนจบ คุณสุรัตน์ใช้เวลา 8 ปีแรกในสายเทคโนโลยี เริ่มจากการเป็นพนักงานขายระบบตู้สาขาโทรศัพท์ หรือ PABX ของ AT&T ที่บริษัท Chevalier Telecom ซึ่งทำให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์สำคัญในการขายระบบ Call Center รายแรกให้กับธนาคารกรุงเทพ
จากนั้นเขาย้ายไปทำงานที่ Siemens ประเทศไทย อีก 5 ปี ก่อนก้าวเข้าสู่บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ในฐานะ Client Representative ดูแลกลุ่มลูกค้าโทรคมนาคม
สำหรับคุณสุรัตน์ ไอบีเอ็มไม่ใช่เพียงบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่เป็นเหมือนโรงเรียนที่เปิดโลกการเรียนรู้ของเขาอย่างจริงจัง
เขาเล่าว่า ตนเองเป็นเหมือน underdog ที่เข้าไปอยู่ท่ามกลางคนเก่งและคนจบนอกจำนวนมาก แต่สิ่งที่ไอบีเอ็มให้มากกว่างานขาย คือระบบการพัฒนาคนและการลงทุนกับการเรียนรู้ของพนักงาน
“ตอนอยู่ไอบีเอ็ม เกิดจุด Turning Point สำคัญ มนุษย์เราพอเจอช่วงที่ท้อกับการขาย ยอดขายไม่เป็นใจ เราจะเริ่มมองหาโอกาสใหม่ ๆ แต่ข้อดีของไอบีเอ็ม คือเขาลงทุนกับคนสูงมาก ผมลงเรียนหลักสูตร Soft Skill ทุกอย่างที่มีในแผ่นซีดี ไปซื้อหนังสือต่างประเทศมาอ่านต่อ จนวันหนึ่งไปสะดุดใจกับอาจารย์จาก Wilson Learning รู้สึกเลยว่า วันหนึ่งฉันอยากทำอาชีพนี้ อยากเป็นคนยืนสอนเพื่อส่งต่อความรู้” คุณสุรัตน์กล่าว
ในโลกของงานขาย เขาได้ฝึกการสื่อสาร การโน้มน้าว การอ่านคน และการทำงานกับลูกค้าองค์กร แต่ในโลกของ Soft Skill เขาเริ่มเห็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น นั่นคือความสุขจากการเรียนรู้ การยืนหน้าห้อง และการส่งต่อความรู้ให้คนอื่น

เขากล่าวว่า “งาน Sales เป็นงานที่เลี้ยงชีพ แต่การสอนคือสิ่งที่เลี้ยงจิตวิญญาณ”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาได้รับมอบหมายให้รับหน้าที่ HR Transition ในเมกะโปรเจกต์ครั้งสำคัญ เมื่อธนาคารกสิกรไทยตัดสินใจ Outsource งาน IT ทั้งหมดให้ไอบีเอ็ม
คุณสุรัตน์ต้องร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชาวสิงคโปร์ในการบริหารจัดการย้ายพนักงานสายเทคโนโลยีของ KBank กว่า 400-500 คน มาสู่บริษัทเปิดใหม่ชื่อ IBM Solution Delivery หรือ IBM SD
ที่นี่เอง เขาได้เริ่มออกแบบและสอนหลักสูตร Soft Skill ด้วยตนเอง จนค้นพบอย่างจริงจังว่า เส้นทางของตนเองไม่ได้จำกัดอยู่ในโลกของการขาย แต่สามารถขยับเข้าสู่โลกของการพัฒนาคนได้
หลังจากออกจากไอบีเอ็ม คุณสุรัตน์ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกเทคโนโลยีและงานขายระดับองค์กร ทั้ง Avaya, SAP และ DataCraft ซึ่งต่อมาคือ Dimension Data หรือ NTT โดยทำงานในบทบาทบริหารงานขาย ควบคู่กับการแวะไปสอนหนังสือตามเอเจนซี่ฝึกอบรม
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขามีฐานความเข้าใจทั้งโลกธุรกิจ เทคโนโลยี การขายแบบ B2B และการพัฒนาคน ก่อนจะมาร่วมงานกับบริษัท NCS เพื่อทำโปรแกรม Sale Training และ Sale Academy สำหรับกลุ่ม B2B
ณ บริษัท NCS นี้เอง คุณสุรัตน์ได้พบกับคุณสิริกร ซึ่งขณะนั้นเป็นพนักงานขายของบริษัท โกลบเทค จำกัด (Globetech) ในเครือ CDG ที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรของเขา
จากความสนใจในเนื้องานและตัวตนของกันและกัน ทั้งคู่ค่อย ๆ กลายเป็นคู่คิดทางธุรกิจ ก่อนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท Brightside People ขึ้นในปี พ.ศ. 2555 หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ 1 ปี โดยใช้ออฟฟิศแรกเป็นคอนโดมิเนียมส่วนตัว
ในเวลาเดียวกัน คุณสุรัตน์ยังเข้าศึกษาต่อด้าน Organization Development หรือ OD และจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ ABAC เพื่อเติมฐานความรู้ให้แน่นขึ้น
Brightside People เมื่อวัฒนธรรมองค์กรคือระบบเปลี่ยนพฤติกรรม
หากชีวิตของคุณสุรัตน์คือการค่อย ๆ ออกแบบตัวเองให้พ้นจากข้อจำกัดเดิม Brightside People ก็คือการนำวิธีคิดแบบเดียวกันไปใช้กับองค์กร
สำหรับเขา วัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่เพียงคำสวย ๆ บนผนังสำนักงาน หรือกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจชั่วคราว แต่คือระบบที่ต้องลงไปถึงวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และพฤติกรรมประจำวันของคนในองค์กร
โปรเจกต์แจ้งเกิดของ Brightside People คือการเข้าไปพัฒนาพนักงานขายให้กับค่ายรถยนต์ชั้นนำโดยนำพื้นฐานงานขายของคุณสุรัตน์มาผสมผสานกับศาสตร์ OD
ทั้งคู่ไม่ได้ทำเพียงการจัดอบรม แต่เข้าไปศึกษา Core Value เรื่องมนุษย์และความปลอดภัยของค่ายรถยนต์ชั้นนำ แล้วถอดออกมาเป็นกระบวนการขาย พร้อมสร้างความแตกต่างด้วยการออกแบบระบบ Mystery Shopping
พวกเขาประกาศจ้างกลุ่มเพื่อนจาก NIDA ให้ขับรถยุโรป ปลอมตัวเป็นลูกค้า VVIP เข้าไปแอบตรวจเช็กพนักงานขายตามโชว์รูมว่าทำตามสิ่งที่เรียนไปหรือไม่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า จนได้รับการอนุมัติงบประมาณต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีแรก บริษัทต้องเผชิญความเสี่ยงทางธุรกิจ เพราะมีคุณสุรัตน์เป็นวิทยากรหลักเพียงคนเดียว
คุณสิริกรย้อนเล่าว่า มีช่วงหนึ่งที่คุณสุรัตน์สอนหนักจนไม่สบาย เท้าเจ็บเป็นตาปลาและสอนไม่ได้เป็นเดือน ทำให้ทั้งคู่เริ่มเห็นความเสี่ยงของธุรกิจที่พึ่งพาบุคคลเพียงคนเดียวมากเกินไป
จุดนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนโมเดลจาก Training ไปสู่ Consulting และเป็นเหตุผลที่คุณสุรัตน์สนับสนุนให้คุณสิริกรไปเรียนต่อด้าน OD ที่ NIDA เพื่อเพิ่มเครื่องมือและมุมมองในการทำงานกับลูกค้า
การปรับโมเดลธุรกิจครั้งนั้น นำไปสู่การตกผลึกเครื่องมือที่เรียกว่า “โมเดล 4Cs” ซึ่งกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาสำคัญของบริษัทในการเข้าไปวิเคราะห์และเปลี่ยนพฤติกรรมคนในองค์กร
- Crack คือการเข้าไปวินิจฉัยองค์กร เป้าหมาย และสภาพดินที่แท้จริงว่าเหมาะกับการปลูกต้นไม้แบบใด
- Create คือการร่วมสร้างค่านิยมหลัก หรือ Core Value ที่องค์กรจะใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ พร้อมลงรายละเอียดพฤติกรรมที่อยากเห็นให้ชัดเจน
- Catalyze คือการขับเคลื่อนให้พฤติกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงผ่านโปรแกรมและกลไกต่าง ๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด
- Cultivate คือการบ่มเพาะให้วัฒนธรรมนั้นยั่งยืน กลายเป็นเนื้อเดียวกับองค์กรในระยะยาว
โมเดล 4Cs จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับองค์กร แต่ยังสะท้อนวิธีคิดสำคัญของ Brightside People ว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเข้าใจข้อจำกัด ออกแบบระบบใหม่ ขับเคลื่อนให้เกิดพฤติกรรมจริง และบ่มเพาะให้ยั่งยืน
กรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน คือการทำงานร่วมกับ HomePro ในการเปลี่ยนค่านิยมจาก “Customer First” ไปสู่ “Make Customer Success”
Brightside People ไม่ได้ทำให้พนักงานเพียงท่องจำค่านิยมใหม่ แต่เข้าไปช่วยปรับโครงสร้าง Incentive ของพนักงานขายที่มาจากต่างแบรนด์ ให้สามารถขายสินค้าข้ามแบรนด์เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้าได้ โดยยังได้รับค่าคอมมิชชั่นร่วมกัน
นี่คือการใช้ “ระบบ” เปลี่ยน “พฤติกรรม” เพื่อทำให้วัฒนธรรมใหม่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่หยุดอยู่แค่คำประกาศ
จากธุรกิจที่ผูกกับคนคนเดียว สู่ระบบที่ขยายต่อได้
บทเรียนสำคัญของ Brightside People คือธุรกิจที่ดีต้องไม่ผูกติดกับตัวบุคคลมากเกินไป
จากช่วงเริ่มต้นที่บริษัทต้องพึ่งคุณสุรัตน์ในฐานะวิทยากรหลัก ทั้งคู่ค่อย ๆ เห็นว่าหากธุรกิจเติบโตโดยขึ้นอยู่กับคนคนเดียว ความเสี่ยงย่อมสูงเกินไป
แนวคิดนี้ส่งผลต่อวิธีออกแบบบริษัทในระยะต่อมา Brightside People จึงพยายามสร้างทีม สร้างกระบวนการ และสร้างระบบ เพื่อให้แบรนด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณบอลเพียงคนเดียว แต่เป็นองค์ความรู้และวิธีทำงานที่คนอื่นสามารถรับช่วงต่อได้
หลังผ่านช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้บริษัทต้องลดขนาดองค์กรให้ลีนที่สุด Brightside People ปรับโมเดลธุรกิจจากการจ้างงานประจำไปสู่รูปแบบ Gig Economy ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นอดีตทีมงานและกลุ่มเพื่อนจาก NIDA ในลักษณะ Profit Sharing
ช่วยลดต้นทุนคงที่ และเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจอย่างมาก
ปัจจุบัน Brightside People กำลังก้าวเข้าสู่แผนการขยายธุรกิจ แต่ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่เป็นที่ปรึกษาระดับสูงสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ค่าบริการอยู่ในระดับสูง และเข้าถึงได้เฉพาะลูกค้าบางกลุ่ม เช่น องค์กรระดับพันล้านถึงหมื่นล้านบาท รวมถึงหน่วยงานอิสระและหน่วยงานภาครัฐบางแห่ง
เพื่อทลายข้อจำกัดดังกล่าว ทั้งคู่จึงจัดตั้งแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “Ayla Capability Lab” เพื่อแยกออกไปเจาะตลาดการฝึกอบรม ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และแข่งขันสูง โดยมีคุณสิริกรเป็นแกนหลักในการบริหาร
กลยุทธ์ของ Ayla คือการนำศาสตร์ด้านวัฒนธรรมองค์กรของ Brightside People มาผสมผสานกับการพัฒนาผู้นำ ผ่านเครื่องมืออย่าง Strategic learning design canvas เพื่อช่วยให้องค์กรระดับกลางสามารถเริ่มต้นวางระบบพัฒนาคนได้ แม้ยังไม่พร้อมสำหรับงานที่ปรึกษาเต็มรูปแบบ
กล่าวอีกแบบ Ayla คือความพยายามในการทำให้องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมองค์กรและการพัฒนาคนเข้าถึงองค์กรได้กว้างขึ้น ขณะที่ Brightside People ยังคงบทบาทในฐานะที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการออกแบบระบบธุรกิจแบบเดียวกับที่ทั้งคู่เชื่อมาตลอดว่า หากต้องการให้สิ่งใดเติบโตและยั่งยืน สิ่งนั้นไม่ควรขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว แต่ต้องมีโครงสร้าง กระบวนการ และพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามาร่วมสร้างต่อได้
AI เมื่อเครื่องมือเปลี่ยนแต่มนุษย์ยังต้องกำกับทิศทาง
ในฐานะที่ปรึกษาด้านการพัฒนาคนและการตลาด คุณสุรัตน์ยอมรับว่า การมาถึงของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 เคยทำให้เขาตกตะลึง และตั้งคำถามว่า ลูกค้ายังคงต้องการที่ปรึกษาที่เป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งคู่กลับพบว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์โดยตรง หากเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมศักยภาพการทำงานให้ดีขึ้น
ปัจจุบันคุณสุรัตน์ยังคงพัฒนาเนื้อหาบทความและกระบวนการคิดฉากทัศน์ (Scenario) รวมถึงกรณีศึกษาต่าง ๆ ซึ่งเขากล่าวว่า AI ได้เข้ามาช่วยหลังบ้านของเพจ A Cup of Culture และ Brightside People ได้มาก ช่วยลดเวลาการค้นคว้าด้วยมือ และทำให้ที่ปรึกษามีข้อมูลที่คมชัดขึ้นในการวิเคราะห์ลูกค้า
ในมุมมองต่อภูมิทัศน์ด้านทรัพยากรบุคคล คุณสุรัตน์ประเมินว่า AI กำลังเปลี่ยนพนักงานให้กลายเป็น Augmented Employee หรือพนักงานที่มีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ
เมื่อพนักงานเปลี่ยนไป พฤติกรรมและวัฒนธรรมการทำงานย่อมต้องเปลี่ยนตาม องค์กรจึงจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับการใช้เทคโนโลยี ควบคู่กับระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และความชัดเจนในการนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้
ท้ายที่สุด ลูกค้ายังคงต้องการที่ปรึกษาที่เป็นมนุษย์ ผู้มีความเชี่ยวชาญหลักในการคัดกรอง วิเคราะห์ และกำกับทิศทางการใช้งาน AI ให้เหมาะสมกับโจทย์ขององค์กร
สำหรับ Brightside People การมาถึงของ AI จึงไม่ได้ทำให้บทบาทของมนุษย์ลดความสำคัญลง แต่ยิ่งทำให้คำถามเรื่อง “วัฒนธรรม” สำคัญขึ้น เพราะเมื่อเครื่องมือเปลี่ยนเร็วขึ้น องค์กรยิ่งต้องมีวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และระบบพฤติกรรมที่ชัดเจนพอจะกำกับการเปลี่ยนแปลงนั้น
ชีวิตก็ต้องออกแบบ ไม่ต่างจากวัฒนธรรมองค์กร
เมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางของคุณสุรัตน์มีรูปแบบบางอย่างซ้ำอยู่เสมอ
เขาเริ่มจากการมองเห็นข้อจำกัดของบริบทเดิม ตั้งแต่ท่าฉลอมในวัยเด็ก โลกการขายที่ทำให้เขารู้สึกไม่ใช่ตัวเองทั้งหมด ไปจนถึงธุรกิจที่ช่วงแรกผูกติดกับตัวบุคคลมากเกินไป
ทุกครั้ง คำตอบของเขาไม่ใช่การยอมรับข้อจำกัดเหล่านั้น แต่คือการออกแบบทางเลือกใหม่
จากเด็กหน้าโรงหนัง สู่คนทำงานขายในธุรกิจเทคโนโลยี จาก Sales สู่ Soft Skill จากวิทยากรคนเดียว สู่ระบบที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมองค์กร จากธุรกิจที่ผูกกับตัวบุคคล สู่โมเดลที่ขยายต่อได้ และจากชีวิตในโลกองค์กร สู่การออกแบบจังหวะชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่
ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับความเชื่อในเรื่อง Positive Psychology หรือจิตวิทยาเชิงบวก ที่ทั้งคุณสุรัตน์และคุณสิริกรใช้เป็นเข็มทิศนำทางชีวิต
สำหรับพวกเขา Positive Psychology คือความเชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาชีวิตจากศูนย์ไปสู่ด้านบวกได้ และสามารถเลือกเส้นทางของตนเองได้มากกว่าที่คิด
ความเชื่อนี้สะท้อนชัดจากการตัดสินใจย้ายสำมะโนครัวไปอยู่เชียงใหม่ถึง 70% ของเวลาชีวิต ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 บนที่ดินขนาด 2 ไร่ 170 ตารางวา ย่านแม่โจ้ อำเภอสันทราย

ที่เชียงใหม่ พื้นที่อย่าง Story Space ร้านกาแฟ สตูดิโอทำขนมปัง และ Micro Cinema ไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบ้าน แต่ยังเป็นการเติมเต็มความผูกพันของคุณสุรัตน์ที่มีต่อโลกภาพยนตร์มาตั้งแต่วัยเด็ก
ขณะเดียวกัน การทดลองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเองของคุณสิริกร ก็ทำให้พื้นที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงบ้านพัก แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องชีวิต ความยั่งยืน และการเตรียมพร้อมรับมืออนาคต
เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าวคือโจทย์ชีวิตที่ทั้งคู่ตกผลึกร่วมกันว่า ด้วยอายุที่ห่างกัน 13 ปี คุณสิริกรอายุ 43 ปี ส่วนคุณสุรัตน์อายุ 56 ปี เวลาที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจึงมีคุณค่า
ทั้งคู่จึงเลือกเกษียณอายุก่อนกำหนดบางส่วน เพื่อบริหารเวลาให้มีความสุขและมีความหมายที่สุดกับครอบครัว
“ชีวิตเราแสนสั้นและมีชีวิตเดียว ทำไมเราไม่ใช้ชีวิตที่สั้นนี้ให้เป็นประโยชน์ ให้มีความสุข และมีความหมาย … เราสามารถเลือกอะไรได้มากกว่าที่เราคิดเยอะมาก”
จากเด็กท่าฉลอมที่อยากออกไปเห็นโลกกว้าง สู่คนทำงานขายในธุรกิจเทคโนโลยี คนสอน Soft Skill ที่ค้นพบความหมายของการพัฒนาคน ผู้ก่อตั้ง Brightside People และคนที่เลือกออกแบบชีวิตใหม่ในเชียงใหม่ เส้นทางของคุณสุรัตน์สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จอาจไม่ได้เกิดจากการมีต้นทุนพร้อมที่สุด แต่เกิดจากการมองเห็นข้อจำกัดของตัวเอง กล้าออกแบบทางเลือกใหม่ และค่อย ๆ สร้างระบบให้ชีวิตเดินไปในทิศทางที่ต้องการ
ในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้กับบริษัทระดับหมื่นล้าน หรือการออกแบบชีวิตของคนสองคนท่ามกลางธรรมชาติ จุดเริ่มต้นล้วนมาจากความเชื่อเดียวกันว่า มนุษย์สามารถเลือก สร้าง และเปลี่ยนเส้นทางของตนเองได้ หากกล้าคิด กล้าออกแบบ และกล้าลงมือทำจริง ๆ
บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล’ ผู้นำ Disrupt Health Impact Fund ผลักดันสตาร์ตอัป HealthTech
Practico เดิมพันใหม่ ‘อภิรัตน์ หวานชะเอม’ พาธุรกิจไทยฝ่าพายุ AI
ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ กับภารกิจปั้น Coraline ฝ่ากระแส AI Bubble ปักธง Deep Tech ไทย



