วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากยังไม่เห็นแนวโน้มการฟื้นตัวที่ชัดเจน ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ซบเซาต่ำสุดในรอบ 20 ปี ธุรกิจเทคโนโลยีเผชิญการดิสรัปต์ (Disrupt) จาก AI อย่างหนัก อย่างไรก็ตาม มุมมองจากผู้บริหาร 2 อุตสาหกรรมหลักสะท้อนว่า วิกฤติครั้งนี้คือบททดสอบที่วัดกันด้วยสภาพคล่องและความสามารถในการปรับตัว ไม่ใช่ขนาดขององค์กร
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม Managing Director, SUPALAI PLC กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำงานมา และอาจหนักกว่าช่วงโควิด-19 ที่ยังมีจุดสิ้นสุดเมื่อมียารักษา แต่สถานการณ์ปัจจุบันคาดว่าจะคงอยู่ไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ ศุภาลัยยังคงมีผลประกอบการเป็นบวก สวนทางกับภาพรวมตลาดที่ติดลบ
ด้าน กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านทรัพยากรบุคคล AIS เปิดเผยว่า ธุรกิจเทคโนโลยีและการสื่อสารกำลังเผชิญการดิสรัปต์อย่างรุนแรงจาก Digital Transformation และ AI/AGI ส่งผลให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกิจใหม่ ๆ เช่น ดิจิทัลแบงก์กิ้ง หรือคลาวด์
ตลาดอสังหาริมทรัพย์: จุดต่ำสุดรอบ 20 ปีที่ซ่อนโอกาส
คุณไตรเตชะเผยข้อมูลตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้ยอดซื้อขายอยู่ในจุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี ลดลงจากช่วงรุ่งเรืองที่ประมาณ 100,000 ยูนิต เหลือ 50,000 ยูนิต
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 50,000 ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนซื้อเลย หากดูเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมที่คนมักมองว่าล้นตลาดมาตั้งแต่ปี 2560-2561 ความจริงคือในช่วง 6 ปีหลังสุด มีเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นที่ยอดซัพพลายใหม่เปิดตัวมากกว่ายอดซื้อขาย
สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ วิกฤติครั้งนี้กลับเป็นจุดกำเนิดของผู้เล่นหน้าใหม่ที่แข็งแกร่ง ยกตัวอย่างบริษัท Ananda, Origin และ AssetWise ที่ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ล้วนสร้างการเติบโตและขยายตัวในช่วงที่ตลาดไม่ได้อยู่ในจุดพีคเช่นกัน
สำหรับกลยุทธ์การอยู่รอด คุณไตรเตชะให้ความสำคัญกับสองเรื่องหลัก ได้แก่ 1) การรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เพราะจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น และช่วยให้สามารถฉกฉวยโอกาสในช่วงวิกฤติได้ เช่น การซื้อที่ดินในราคาที่ถูกลงในช่วงที่คู่แข่งขาดสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน 2) การรักษาคุณภาพสินค้าก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลย
“ความเชื่อใจของลูกค้า หากเสียไปแล้ว การดึงกลับมาต้องใช้เวลาและเม็ดเงินมหาศาล” คุณไตรเตชะกล่าว
คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการสวัสดิการแบบเดิม
คุณกานติมาชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการทำงานกำลังเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ต้องการงานที่มีอิสระและได้ผลตอบแทนสูง ทำให้งานในลักษณะ Outsource เติบโตขึ้น
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สิ่งที่องค์กรและผู้บริหารเคยมองว่าเป็นแรงจูงใจชั้นดี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือสิทธิประโยชน์ระยะยาว อาจไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดไว้เฉพาะคนเก่า ๆ ที่ไม่ยอมย้ายไปไหน
คุณกานติมา มองว่าอัตราการลาออกต่ำไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะอาจสะท้อนว่าองค์กรกำลังเก็บคนเก่า ๆ ที่ไม่มีที่ไปเอาไว้ ซึ่งคนเหล่านี้อาจไม่ยอมเปลี่ยนกระบวนทัศน์และติดอยู่ใน Comfort Zone
AI คือเพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่องค์กรต้องเรียนรู้
คุณกานติมาเน้นย้ำว่า การลงทุนกับคนต้องมาก่อนการลงทุนในเครื่องมือ ผู้บริหารมักเลือกลงทุนซื้อเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มหาศาล แต่กลับไม่ได้ลงทุนพัฒนาศักยภาพของคนให้ใช้งานเครื่องมือเหล่านั้นเป็น ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า
“อย่าซื้อแต่ AI จนลืมอัปสกิลคน”
การจัดการพนักงานที่ไปต่อไม่ได้ว่า การเลย์ออฟอาจถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย แต่หากธุรกิจอยู่ไม่ได้ สุดท้ายทุกคนในองค์กรก็จะเดือดร้อนทั้งหมด
นอกจากนี้ รูปแบบการเรียนรู้ได้เปลี่ยนไปแล้ว การจัดอบรมแบบเดิม ๆ ที่เรียกคนมานั่งเรียนในห้องพร้อมกันไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เพราะคนสามารถเรียนรู้และหาคำตอบเองได้ผ่านเทคโนโลยี
AI คือเพื่อนร่วมงาน องค์กรต้องเริ่มแบ่งแยกว่างานไหนควรให้คนทำ และงานไหนควรให้ AI ทำ ในฐานะ Workforce ใหม่
เปลี่ยนวิธีเฟ้นหา Talent เมื่อหัวหน้าไม่ใช่ผู้ให้คุณให้โทษแต่เพียงผู้เดียว
AIS ได้ยกเลิกระบบที่ต้องรอให้หัวหน้างานเป็นผู้เสนอชื่อพนักงานเพื่อเข้ากลุ่ม Talent แต่เปลี่ยนเป็นการให้พนักงานที่สนใจเดินเข้ามาสมัครด้วยตัวเอง แล้วให้กรรมการกลางที่มีทั้งคนในและคนนอกเป็นผู้ประเมินคัดเลือก
การเปลี่ยนแปลงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการลดอำนาจการให้คุณให้โทษของหัวหน้างานแบบเดิม ๆ ลง และสนับสนุนให้คนทำงานลุกขึ้นมากำหนดชะตาชีวิตตัวเอง
“คนทำงานต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง 50% อย่าฝากความหวังไว้กับโชคชะตาหรือรอให้หัวหน้าหยิบยื่นโอกาสให้”
แผนระยะสั้นกับการหาจังหวะบุกกลับ
ในมุมของคุณไตรเตชะ แนะนำให้วิเคราะห์สถานะที่แท้จริงขององค์กร โดยประเมินระยะสั้น 3-6 เดือนก็เพียงพอ เพราะวางแผนยาวกว่านี้จะคาดเดาได้ยาก
เปรียบเทียบธุรกิจเหมือนการแข่งฟุตบอลที่วิกฤติบุกเข้ามาตลอด การตั้งรับอย่างเดียวเก่งที่สุดก็แค่เสมอ ดังนั้นธุรกิจต้องหาจุดเปลี่ยนหรือสร้างกลยุทธ์เพื่อบุกกลับและทำประตูให้ได้ ถึงจะเป็นผู้ชนะ
ส่วนข้อกังวลของคุณกานติมาอยู่ที่ผู้บริหารซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะมักจะติดกับดักความสำเร็จในอดีต จนลืมไปว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว ลูกค้าและคนทำงานไม่ใช่กลุ่มเดิม
“ความเก่งในอดีตอาจไม่ตอบโจทย์องค์กรอีกต่อไป จงรู้จักและทบทวนตัวเองให้มากที่สุด” คุณกานติมากล่าว
ในโลกที่ความไม่แน่นอนคือสิ่งเดียวที่แน่นอน องค์กรที่อยู่รอดไม่ได้เป็นเพียงองค์กรที่แข็งแรงที่สุดในวันนี้ แต่คือองค์กรที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์และปรับตัวให้ทันกับโลกที่หมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
CMO ไทยรับมือ 3 แรงกดดันใหญ่ ในยุคที่แทบไม่เหลือพื้นที่ให้พลาด
SME ไทยต้องเร่งปรับตัว ก่อนกติกาคาร์บอนปิดประตูสู่ตลาดโลก





