เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตต่ำ ขณะที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2565–2569 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.4% ต่อปี แต่ขาดดุลงบประมาณเฉลี่ย 3.2% ของ GDP สะท้อนข้อจำกัดของการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีบทบาทในเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น แต่ประเทศไทยกลับไม่สามารถรักษาส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจที่เคยเพิ่มขึ้นในอดีตได้
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจโลก ในยุคสงครามช่วงชิงอำนาจ” ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บยสส.) รุ่นที่ 5 ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น มาให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การลดอุปสรรคทางกฎหมายและกฎระเบียบ รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว โดยเฉพาะอาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI
เอเชียโตต่อเนื่องแต่เศรษฐกิจไทยตามไม่ทัน
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นโอกาสในการแสดงทิศทางการพัฒนาประเทศต่อผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและนักลงทุนทั่วโลก โดยไม่ควรมองเพียงประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวหรือรายได้จากการจัดประชุม แต่ควรใช้โอกาสนี้สื่อสารว่าประเทศไทยจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปในทิศทางใด
เมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank และ IMF ครั้งก่อนในปี 1991 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนประมาณ 25% ของ GDP โลก ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 43% ในปี 2026 เมื่อคำนวณตามความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (PPP) ตามข้อมูลที่ ดร.ศุภวุฒิ นำเสนอ สะท้อนการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคตลอด 35 ปีที่ผ่านมา
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลสัดส่วน GDP ต่อเศรษฐกิจโลกอีกชุดหนึ่งที่นำเสนอในการบรรยายระบุว่า ไทยมีสัดส่วน 0.41% ในปี 1991 เพิ่มขึ้นเป็น 0.61% ในปี 2019 ก่อนลดลงเหลือประมาณ 0.47% ในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวใช้ฐานการคำนวณต่างจากข้อมูลเอเชียแปซิฟิก ที่คำนวณด้วย PPP จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันโดยตรงได้ แต่สะท้อนว่าสัดส่วนเศรษฐกิจไทยตามข้อมูลชุดนี้ลดลงจากระดับสูงสุดในปี 2019
ดร.ศุภวุฒิ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้มาตรการกระตุ้นการบริโภค และการช่วยเหลือประชาชน จะบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นได้ แต่ไม่ได้ทำให้ความสามารถในการผลิตของประเทศเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ หากไม่มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การใช้งบประมาณจำนวนมาก ก็อาจไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตในระดับสูงได้
World Bank ชี้ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเป็นประเทศรายได้สูงเร็วขึ้น 19 ปี
รายงาน Building Thailand’s Future Today ของธนาคารโลก นำเสนอสถานการณ์จำลองการเติบโตของเศรษฐกิจไทย 2 แนวทาง โดยหาก GDP ต่อหัวที่แท้จริงของประเทศไทยยังเติบโตเฉลี่ย 2.2% ต่อปีตามแนวโน้มหลังโควิด ประเทศไทยอาจต้องรอถึงปี 2056 จึงจะเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง แต่หากสามารถปฏิรูปและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจนเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงเป็น 5.4% ต่อปี ก็มีโอกาสบรรลุเป้าหมายภายในปี 2037 หรือเร็วขึ้น 19 ปี
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดดันเศรษฐกิจไทย ครอบคลุมทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย คุณภาพการศึกษา ผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ภาคเกษตรเป็นตัวอย่างที่สะท้อนข้อจำกัดด้านผลิตภาพอย่างชัดเจน โดยมีสัดส่วนประมาณ 8% ของ GDP แต่มีแรงงานอยู่ถึง 30% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ขณะที่ผลิตภาพแรงงานภาคเกษตรอยู่ที่เพียง 25% ของค่าเฉลี่ยประเทศ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของประสิทธิภาพการผลิต ระหว่างภาคเกษตรกับภาคเศรษฐกิจอื่น
อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเคยเป็นฐานการผลิตสำคัญของไทย ก็เผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยยอดผลิตรถยนต์ลดลงจาก 2.17 ล้านคันในปี 2018 เหลือ 1.46 ล้านคันในปี 2025 ขณะที่ยอดส่งออกลดลงจาก 1.14 ล้านคัน เหลือ 0.94 ล้านคันในช่วงเดียวกัน สะท้อนความจำเป็นในการปรับตัวของอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในอนาคต
ธุรกิจเกษตรและอาหารสร้างงานสูงไทยมีโอกาสขยายตลาดจีน
ข้อมูลจากรายงาน Building Thailand’s Future Today ของธนาคารโลกระบุว่า กลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหาร (Agrifood) ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ตามขอบเขตการจัดกลุ่มของรายงาน มีสัดส่วน 31% ของ GDP มีตัวคูณผลผลิต (Output Multiplier) 1.7 เท่า และตัวคูณการจ้างงาน (Employment Multiplier) 2.5 เท่า สูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) ที่มีตัวคูณการจ้างงาน 2.0 เท่า สะท้อนบทบาทของธุรกิจเกษตรและอาหารต่อการจ้างงานในวงกว้าง
เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ซึ่งมีสัดส่วน 9% ของ GDP และตัวคูณผลผลิต 1.5 เท่า พบว่าแม้มีตัวคูณการจ้างงานต่ำกว่ากลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหาร แต่มีศักยภาพในการสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะระดับกลางถึงสูง ส่วนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Sustainable and Wellness Tourism) มีสัดส่วน 13% ของ GDP ตัวคูณผลผลิต 1.9 เท่า และตัวคูณการจ้างงาน 2.2 เท่า โดยตัวเลขสัดส่วน GDP ครอบคลุมการท่องเที่ยวทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดในการแยกข้อมูลเฉพาะการท่องเที่ยวสองประเภทดังกล่าว
ดร.ศุภวุฒิ ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยให้ความสนใจกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI อย่างมาก แต่กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอาหารในระดับเดียวกัน ทั้งที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านอาหารอยู่แล้ว และยังมีโอกาสขยายตลาดจากความต้องการของประเทศขนาดใหญ่อย่างจีน
ในปี 2025 ประเทศไทยส่งออกอาหารมูลค่าประมาณ 1.315 ล้านล้านบาท และนำเข้าอาหารประมาณ 575,000 ล้านบาท ขณะที่จีนเป็นประเทศที่นำเข้าอาหารมากกว่าส่งออก โดยข้อมูลปี 2023 ระบุว่าจีนนำเข้าอาหารประมาณ 215,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขาดดุลการค้าสินค้าอาหารประมาณ 135,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดร.ศุภวุฒิ มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารมากกว่าการเข้าไปแข่งขันกับจีนในอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไป แต่การใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวจำเป็นต้องแก้ปัญหาต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์
ตัวอย่างคือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งประเทศไทยมีความต้องการใช้ประมาณ 10 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าอีกประมาณ 5 ล้านตัน นโยบายการนำเข้าและมาตรการปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศส่งผลต่อต้นทุนของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเนื้อไก่ เนื้อหมู ปลา และอาหารสัตว์เลี้ยง
การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงนโยบาย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลายฝ่าย รวมถึงการปรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แทนการจ่ายเงินช่วยเหลือตามพื้นที่เพาะปลูกโดยไม่เชื่อมโยงกับคุณภาพหรือผลิตภาพ
ไทยส่งออกชิ้นส่วน AI เพิ่มแต่ยังพึ่งพาการนำเข้าสูง
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า การลงทุนใน AI ทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นฐานผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนที่ใช้ใน Data Center ทั้งฮาร์ดดิสก์ อุปกรณ์จ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์เชื่อมต่อด้วยแสง และการประกอบเซิร์ฟเวอร์ โดย IMF จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกสุทธิรายสำคัญของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของไทยจะขยายตัว ตามความต้องการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center แต่การผลิตยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบสินค้าเทคโนโลยีเพื่อส่งออก ทำให้การขยายตัวของมูลค่าส่งออกไม่ได้ สะท้อนมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทยทั้งหมด
กรณีของ Lumentum สะท้อนทั้งโอกาสและข้อจำกัดของการลงทุนด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย บริษัทเข้ามาลงทุนหลังย้ายฐานการผลิตจากจีนในปี 2018 มีมูลค่าการลงทุนสะสมประมาณ 20,000 ล้านบาท จ้างงานคนไทยมากกว่า 6,000 คน รวมถึงวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ประมาณ 700 คน
แม้การลงทุนดังกล่าวจะสร้างการจ้างงานและเพิ่มความสามารถด้านการผลิตเทคโนโลยี แต่ ดร.ศุภวุฒิ ตั้งข้อสังเกตถึงการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทในเครือ (Transfer Pricing) ซึ่งทำให้รายได้ที่บันทึกในประเทศไทยมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับรายได้ของบริษัทแม่ จึงเห็นว่าประเทศไทยควรเพิ่มกิจกรรมวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ เพื่อให้ได้รับมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากกว่าการเป็นฐานผลิตและประกอบชิ้นส่วนเพื่อส่งออก
ห่วงฟองสบู่ AI หลังบริษัทเทคโนโลยีเร่งลงทุนมหาศาล
ดร.ศุภวุฒิ แสดงความกังวลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้าง Data Center ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากและมีความเสี่ยงหากรายได้จากบริการ AI ในอนาคตไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ขนาดของการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้ให้เพียงพอกับต้นทุนและภาระทางการเงิน
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ได้แก่ Oracle, Microsoft, Amazon, Meta และ Alphabet ต่างเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อรองรับความต้องการใช้งานในอนาคต โดย ดร.ศุภวุฒิ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อรายจ่ายลงทุนสูงกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน บริษัทจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติม ทั้งการออกหุ้นและการกู้ยืมผ่านตลาดตราสารหนี้ ทำให้ความเสี่ยงจากการลงทุน AI มีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินมากขึ้น
การประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคต ภายใต้สมมติฐานด้านอัตราผลตอบแทนและอัตรากำไรที่กำหนด หากรายได้จากบริการ AI เติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ บริษัทที่ลงทุนจำนวนมากอาจเผชิญแรงกดดันด้านผลตอบแทนและความสามารถในการชำระหนี้
ความเสี่ยงเกิดจากการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยีที่ต่างเร่งลงทุนเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด AI โดยแต่ละบริษัทคาดหวังว่าจะเป็นผู้ครองตลาดในอนาคต หากทุกบริษัทขยายกำลังการผลิตพร้อมกันเพื่อรองรับความต้องการที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้กำลังการผลิตสูงกว่าความต้องการใช้งานจริง และกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้
ดร.ศุภวุฒิ มองว่าความเสี่ยงครั้งนี้แตกต่างจากฟองสบู่ดอตคอมในอดีต เนื่องจากการลงทุน AI มีความเชื่อมโยงกับตลาดตราสารหนี้และการจัดหาเงินทุนที่ซับซ้อนกว่า หากเกิดปัญหาขึ้น ผลกระทบจึงอาจขยายจากบริษัทเทคโนโลยีไปสู่ระบบการเงิน
อย่างไรก็ตาม เขายังเห็นว่า AI มีศักยภาพในการช่วยรับมือกับปัญหาสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ สำหรับประเทศไทย นอกจากการผลิตอุปกรณ์ในห่วงโซ่อุปทาน AI แล้ว ยังควรนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เพิ่มผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้มากขึ้น
เข้า OECD ดันไทยปฏิรูปกฎหมายลดอุปสรรคการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ให้ความสำคัญกับกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมองว่าเป็นโอกาสในการผลักดันการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ การเพิ่มความโปร่งใส และการปรับปรุงระบบกำกับดูแลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ประเทศไทยยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วม OECD ตั้งแต่ปี 2024 และส่งเอกสารประเมินตนเองเบื้องต้น (Initial Memorandum) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2025 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการประเมินทางเทคนิคจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของ OECD จำนวน 25 คณะ ครอบคลุมทั้งนโยบายการแข่งขัน การกำกับดูแลกิจการ ภาษี สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ขั้นตอนที่ยากที่สุดไม่ใช่การยื่นสมัครเป็นสมาชิก แต่เป็นการปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อเสนอของ OECD โดยประเทศไทยมีภารกิจปรับปรุงกฎระเบียบจำนวนมาก รวมถึงกฎกระทรวงประมาณ 7,600 ฉบับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลของภาครัฐ
เขามองว่ากระบวนการเข้า OECD จะช่วยสร้างแรงผลักดันจากภายนอกให้ประเทศไทยดำเนินการปฏิรูปที่ทำได้ยาก ทั้งการส่งเสริมการแข่งขัน การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และการต่อต้านการทุจริต โดยเฉพาะการลดการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีผลต่อความโปร่งใสและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
สำหรับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2028 ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศไทยในการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับข้อเสนอ รวมถึงการผ่านกระบวนการประเมินจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
ดร.ศุภวุฒิ มองว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างการเติบโตจากอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว ทั้งอาหาร การท่องเที่ยว และการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยี แต่การใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้จำเป็นต้องแก้ไขข้อจำกัดที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจึงเป็นแนวทางที่ ดร.ศุภวุฒิ เห็นว่าประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว แทนการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการขาดดุลงบประมาณภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ศุภจี ชี้ไทยต้องปรับเกมเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาเดิมรับโลกเปลี่ยน
โลกยุค ‘No Peace No War’: ผ่า 8 ดิสรัปชัน และ 6 ทางรอดประเทศไทย


