TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Business 3 กูรู แนะ SMEs-สตาร์ตอัพไทย ปรับตัวรับ "ศตวรรษแห่งเอเชีย"

3 กูรู แนะ SMEs-สตาร์ตอัพไทย ปรับตัวรับ “ศตวรรษแห่งเอเชีย”

สามผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ ตลาดเงิน และเทคโนโลยีของไทยร่วมแบ่งปันความเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2565 พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมปรับตัวสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) และสตาร์ตอัพของไทย

ความเห็นครั้งนี้มีขึ้นในระหว่างงานประชุมออนไลน์ จัดโดย อินโนสเปซ ไทยแลนด์ (Innospace Thailand) เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “การปรับตัวของ SMEs และสตาร์ตอัพไทยหลังวิกฤติโควิด-19 และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุค Next Normal” ที่ 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีหน้า รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับตัว การเตรียมความพร้อม และการระดมทุนสำหรับกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) และเหล่าสตาร์ตอัพไทย

ทั้งนี้ สำหรับทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2565 ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า สิ่งที่มองเห็นอย่างแน่ชัดในตอนนี้ คือ ความพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ เข้าสู่ยุค Next Normal ของบรรดาเอกชนและเจ้าของธุรกิจทั้งหลาย ซึ่งอานิสงส์จากการเร่งกระจายการฉีดวัคซีน บวกกับการเดินหน้าพัฒนาวัคซีนป้องกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2565 นี้จะเป็นไปได้อย่างยั่งยืน เพียงแต่อาจจะต้องเฝ้าระวังในเรื่องของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตัวกลายพันธุ์โอมิครอนบ้าง

“มองในแง่บวก การระบาดของโอมิครอน จะกลายเป็นตัวเร่งให้คนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้เราตั้งอยู่บนพื้นฐานการฟื้นตัวที่ดีได้ ทั้งหมดนี้ ถ้าโอมิครอนไม่แย่ หมายความว่าเราใกล้จะออกจากอุโมงค์แล้วหัวใจสำคัญในขณะนี้คือการเตรียมการออกจากอุโมงค์ว่าเราจะรับมือกับสิ่งที่เรียกว่า Next Normal ได้อย่างไร” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ในมุมมองของ ดร.กอบศักดิ์  Next Normal นี้จะเต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาส ความเสี่ยงเดิม ๆ ที่อยู่ก่อนโควิด จะกลับมา พร้อมโอกาสใหม่ ๆ ที่จะเปิดขึ้น โดย Next Normal จะเป็นโลกของ 4 อย่างด้วยกัน คือ หนึ่งโลกของดิสรัปชันที่เป็นตระกูล 4.0 ทั้งหลาย เป็นโลกใหม่ที่หลายอย่างที่ไม่เคยได้ยินก็ปรากฎชื่อขึ้นมาให้ได้ยินได้เห็น เช่น เมตาเวิร์ส หรือ จักรวาลนฤมิต ซึ่งดร.กอบศักดิ์ มองว่า โลกใหม่มุมนี้ คือ โลกใหม่ที่จะพัฒนาไปได้เร็วกว่า และไกลกว่าเดิม หลังจากที่สั่งสมพลังมา 2 ปี สร้างฐานจากโควิด ทำให้เกิดการพัฒนาในเรื่องของการประยุกต์ใช้ดิจิทัล (Digital Adoption) อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เทคโนโลยีนวัตกรรมที่เคยคิดว่าจะใช้เวลา 10 ปี กลับใช้เวลาสั้น ๆ เพียงแค่ 2 ปี ก็พัฒนาสำเร็จ ทั้งหมดนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 ที่จริง ๆ แล้วกำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นก่อนหน้าโควิด-19 จะระบาด 

“สภาวการณ์ของการพัฒนาข้างต้นจะกลับมา และกลับมาแรงกว่าเดิม ซึ่งผมกลัวว่าเราที่อุตส่าห์ลอดอุโมงค์รอดมาได้จะไปตายตอนจบครับ อันนี้ผมขอเตือนไว้เลยว่าถ้าเราไม่เตรียมการให้ดีในวันนี้ อาจจะไปตายตอนจบได้เมื่อออกจากอุโมงค์แล้ว”

ส่วนโลกอันที่ 2) ที่ดร.กอบศักดิ์ มองว่า ทุกภาคส่วนต้องเตรียมการต้อนรับ คือ โลกของความขัดแย้ง (Conflict) ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความขัดแย้งของสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ซึ่งกำลังเข้าสู่ตอนที่สอง 

“ทุกคนเข้าใจว่า คุณทรัมป์ไปแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้นใช่ไหม แต่จะแย่ยิ่งกว่าเดิม เพราะว่ามีการเกณฑ์กันมาถล่มเมืองจีนครับ อย่างเกณฑ์ G7 หรือหน่วยงานต่าง ๆ พยายามรวมหัวกันมากดดันจีน และขณะเดียวกันก็มีการต่อสู้ ซึ่งทั้งหมดนี้ดีกับไทย เพราะว่าจะมีเรื่องของการโยกย้ายถิ่นฐาน (Relocation) ที่บริษัทต่าง ๆ อยากจะโยกย้ายออกจากเมืองจีนเข้าสู่ที่ใหม่ คือ อาเซียน และที่สำคัญ คือ ยังมีปัญหาในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่หมดจากจีน ก็มีอิสราเอล-ปาเลสไตน์ แล้วต่อด้วยอัฟกานิสถาน ต่อมาก็คุยกันเรื่องของไต้หวัน ขณะนี้ก็มีคุยกันเรื่องของยูเครน โลกมันเริ่มกลับไปเหมือนเดิม ผันผวนปั่นป่วนกันไปหมด” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว 

ขณะที่โลกใบที่ 3 คือ โลกสีเขียว เป็นโลกที่ผู้คนพูดคุยให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถือเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ให้กับเอสเอ็มอีกับบรรดาสตาร์ตอัพใหม่ ๆ ของไทย 

ส่วนโลกที่ 4 โลกสุดท้ายจะเป็นโลกของเอเชีย ซึ่งดร.กอบศักดิ์ กล่าวอย่างมั่นใจว่า โลกเอเชียคือโลกที่จะมาในยุค Next Normal โดยจะเป็นโลก ASIAN Century หรือศตวรรษแห่งเอเชีย โดยหลายประเทศในเอเชียจะอยู่ในช่วงของการสั่งสมพลังต่อยอดตั้งแต่ก่อนเกิดไวรัสโควิด-19 ระบาด 

“โควิด-19 เป็นเหมือนโฆษณาคั่น ทำให้ทั้งโลกมัวดูโฆษณาจนลืมปัจจัยดังกล่าวไป แต่ตอนนี้โฆษณากำลังจะจบ หนังม้วนเดิมกำลังจะกลับมา ม้วนเดิมที่ว่าก็คือโลกของเอเชีย ที่จะดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียและอาเซียน ไม่ใช่เฉพาะในส่วนที่ออกจากจีน แต่ยุโรป สหรัฐฯ ทุกคนอยากจะมา ซึ่งจะทำให้ต้องมีการแข่งขันมากขึ้นเรื่อย ๆ เอสเอ็มอี แม้กระทั่งองค์กรขนาดใหญ่ต่าง ๆ หรือบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ จะแข่งกันลำบากมากขึ้น เพราะว่ามีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาอีกเยอะ และที่สำคัญ อีกกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าจะเข้ามาคือกลุ่มของสตาร์ตอัพ เพราะกลุ่มสตาร์ตอัพเขามองแล้วว่าเขาอยากจะมาเอเชีย แต่ว่าเขาคิดแล้วว่าไปเมืองจีนก็ยาก ขนาดบริษัทใหญ่ ๆ ไปยังไม่รอดเลยครับ ถ้าสตาร์ตอัพไปคงยากแน่ ๆ แล้วอินเดียก็เป็นที่ ๆ ปราบเซียน แต่ว่าเอเชียกำลังจะมี Asian Century เขาก็ต้องเข้ามาอยู่จุดนี้ให้ได้” 

ดร.กอบศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า เพราะไม่อยากพลาดที่จะเข้าร่วมศตวรรษแห่งความรุ่งเรืองของเอเชีย สตาร์ตอัพทั่วโลกย่อมมองหาพื้นที่ใหม่ ๆ ที่จะสามารถเข้ามาได้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ย่อมเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญ 

ความเป็นไปได้ของโลกทั้ง 4 ใบข้างต้นจึงหมายความว่าทุกฝ่ายในไทยต้องเตรียมการรับมือกับความผันผวนของโลกแห่งดิสรัปชัน โลกแห่งความขัดแย้ง โลกสีเขียวเพื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และเรื่องของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในยุคของ Asian Century 

ดร.กอบศักดิ์มองว่า สตาร์ตอัพเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศ ถ้าไม่สามารถสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมสตาร์ตอัพให้เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ได้ ไทยจะตกขบวนรถไฟขบวนที่สำคัญที่สุดในรอบหลายสิบปี ก่อนยกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกา ที่บริษัทที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด 10 อันดับแรกล้วนเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น แอ็ปเปิ้ล อัลฟาเบท แอเมซอน เทสลา และเมตา (เฟซบุ๊กเดิม) 

“ลำพังแค่แอ็ปเปิ้ลก็มีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่อันดับที่ 8 ก็คือ เบิร์กเชียร์ แฮทอะเวย์ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 ใน 4 ของบริษัทที่เคยเป็นสตาร์ตอัพมาก่อน เห็นได้เลยว่าสตาร์ตอัพทำมูลค่าให้เกิดขึ้นได้มากมายมหาศาลเพียงใด แล้วสตาร์ตอัพก็เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดในทุกประเทศ สร้างรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่ม และมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 ที่มีการบอกล่าวกันว่า เทคโนโลยีในรอบ 20-30 ปีที่ผ่านมา เท่ากับนวัตกรรมในรอบ 2,000 ปีที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากการเกิดขึ้นของสตาร์ตอัพ สิ่งที่น่าคิดก็คือว่า สตาร์ตอัพคือผู้เล่นหลักของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0”

แต่ปัญหาที่น่าวิตก คือ ถ้าไทยตกเทรนด์นี้ ไทยจะมีปัญหาในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เคยรุ่งเรืองอย่างยานยนต์ เทคโนโลยีสันดาปภายใน โรงงานอุตสาหกรรมการผลิตแบบเดิม ๆ กำลังลดทอนความสำคัญลงเรื่อย ๆ ดังนั้น การช่วยให้สตาร์ตอัพใหม่ ๆ เกิดขึ้น และยืนอยู่ได้อย่างแข็งแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ทุกภาคส่วนต้องหันมาใส่ใจก่อน หลังจากที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีสตาร์ตอัพไทยล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก และมีเพียงส่วนน้อยที่รอดพ้น เนื่องจากจับกระแสตลาดในทิศทางเทรนด์ยุคใหม่ได้อย่างถูกต้อง 

ด้าน ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงทิศทางแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปี 2565 โดยอิงจากการฟื้นตัวตลอดทั้งปี 2564 ซึ่งแตกต่างจากการฟื้นตัวแบบเดิม ๆ เพราะเป็นการฟื้นในรูปแบบตัว “เค” (K-shape) ที่เศรษฐกิจในส่วนที่พึ่งพาการส่งออกและต่างประเทศฟื้นตัวกลับมาได้เร็วมากและดีกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด ขณะที่เศรษฐกิจในด้านที่พึ่งพาการท่องเที่ยว อาหาร การคมนาคมขนส่งและกำลังการบริโภคภายในประเทศต่าง ๆ กลับฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า 

“เศรษฐกิจในส่วนที่เป็นเคขาล่างนี้ ในอนาคตจะต้องมีการปรับตัว จะต้องมีการใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่เป็นการขายธุรกิจ ขายการให้บริการแบบ Low-value added แต่อาจจะต้องเป็น High-value added ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ  จะเข้ามาช่วยในส่วนนี้ค่อนข้างมาก จุดแข็งของประเทศไทย คือ การท่องเที่ยว อาหาร เพราะฉะนั้น ควรจะคิดกันว่าเป็น ควิกวิน โซลูชันได้อย่างไร ในการที่เราจะฟื้นตัวจากผลกระทบจากสถานการณ์ประเภทนี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น ดิจิทัล ดิสรัปชัน หรือการระบาดของโรคต่าง ๆ” ดร.ภาสกร

นอกจากนี้ ดร.ภากร ยังแสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดของดร.กอบศักดิ์เกี่ยวกับความสำคัญของการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยส่วนนี้ถือเป็นจุดแข็งของบริษัทไทยที่มีการทำเรื่องของความยั่งยืน เรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น โดยไทยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1997 ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มทำแต่อย่างใด 

“ตรงนี้ถือเป็นจุดขายของธุรกิจไทย ต่างชาติต่างรู้ดีว่า ธุรกิจของเราทำเรื่องนี้ (ความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน” ได้อย่างดีมาก ๆ เราเป็นประเทศที่มีบริษัทเข้าไปอยู่ใน Dowjones Sustainability Index อยู่ใน MSCI ESG อยู่ใน FTSE For Good มากที่สุดในอาเซียน และมากเป็นเบอร์ต้น ๆ ในเอเชีย และบางบริษัทของเราเป็นผู้นำ (Leader) ของโลกเลย ซึ่งผมคิดว่าจุดนี้เราจะสามารถใช้ในการฟื้นตัวได้”

ยิ่งไปกว่านั้น ดร.ภากร ยังเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะสามารถฟื้นตัวได้ดีเนื่องจากนโยบายการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ค่อนข้างครอบคลุมของภาครัฐ ที่เอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ จะสามารถใช้ประโยชน์และความได้เปรียบในส่วนนี้ มาก่อร่างปั้นกิจการของตนให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุค Next Normal ได้

ทั้งนี้ ในฐานะพื้นที่ส่วนกลางที่ทำหน้าที่ระดมทุน ดร.ภากร กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ได้เตรียมวางนโยโบายและมาตรการที่หลากหลาย รวมถึงการจัดเตรียมทีมงานเพื่อคอยช่วยประสานเชื่อมโยงให้เอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพของไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือเข้าถึงนักลงทุนในชาวไทยและชาวต่างชาติที่จะให้ความสนใจเข้ามาลงทุน 

อย่างไรก็ตาม ดร.ภากรได้ใช้โอกาสนี้ส่งคำเตือนหรือข้อควรระวังที่ภาคธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของทิศทางนโยบายการเงินหลังจากที่สภาพคล่องในตลาดได้รับแรงกระตุ้นจากอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำมาเป็นเวลานาน

“ตอนนี้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คืออัตราดอกเบี้ยกำลังจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น จากการที่เราได้เห็นในหลายประเทศที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะเห็นว่าจะเกิดขึ้นก็คือ สภาพคล่องต่าง ๆ ที่เคยมีมากจะลดน้อยหายไป และก็จะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของเงินทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศกันมากขึ้น  เราจะเห็นความผันผวนกันเยอะขึ้นมากในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น การที่เราสามารถสร้างจุดแข็ง มีจุดขายได้ จะเป็นตัวที่ทำให้เศรษฐกิของประเทศ บริษัทจดทะเบียนในประเทศจะสามารถ ดึงเงินทุน ดึงความสนใจในการลงทุนเข้ามาได้ เป็นประเด็นหลักใหญ่ที่เราควรจะให้ความสำคัญว่าเราควรจะปรับตัวอย่างไรบ้าง แล้วก็คิดว่าบริษัทต่าง ๆ บริษัทใหญ่ ๆ ที่จะเข้ามาลงทุนต่าง ๆ บริษัทที่จะเข้ามาระดมทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอสเคิร์ฟ หรือบริษัทที่สามารถพึ่งโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานใหม่ ๆ  สตาร์ตอัพ หรือเอสเอ็มอีต่าง ๆ จะเข้ามาใช้ตลาดทุนให้มากขึ้นได้อย่างไร”

ดร.ภากร แนะนำให้สตาร์ตอัพศึกษาข้อมูลที่ทางตลาดหลักทรัพย์จัดทำไว้ให้เพื่อประเมินตัวเอง รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเขียนโครงงานเสนอขอทุน โดยทางตลาดหลักทรัพย์มีพันธมิตรมากมายกว่า 10 รายที่พร้อมจะลงทุนสนับสนุนสตาร์ตอัพไทย 

ขณะที่ รศ.ดร. สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการลงทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวถึงแนวทางของการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีให้เข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุนการปรับเปลี่ยน (ทรานส์ฟอร์ม) อุตสาหกรรมในภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทยว่า ในฐานะผู้ให้ทุนสนับสนุนผลงานวิจัยให้ต่อยอดเข้าสู่อุตสาหกรรมได้อย่างราบรื่น กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพของไทยโดดเด่น คือการพัฒนาเรื่องดีพเทค (Deep Technology) หรือเทคโนโลยีขั้นสูง ที่จะต้องอาศัยการสนับสนุนทั้งทุนรอนและตัวเทคโนโลยีตั้งต้นจากทุกฝ่าย 

ทั้งนี้ การระบาดของไวรัสโควิด-19 กลายเป็นโอกาสที่เร่งเร้าให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ เร่งพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงออกมาใช้ เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างชุดตรวจโควิดที่ใช้เวลาพัฒนาเพียง 6 เดือนเท่านั้น ขณะเดียวกัน โควิด-19 ทำให้ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ รายเล็ก หรือสตาร์ตอัพ หันมาให้ความสนใจลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) กันมากขึ้น สำหรับการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งในเรื่องของการทำงาน และดิจิทัลต่าง ๆ ระบบอัตโนมัติ (Automation) 

“ทุกคนต้องการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ สิ่งที่เราอยากจะเห็นและสนับสนุน คือ เทคโนโลยีที่จะสามารถช่วยให้เอสเอ็มอีทรานส์ฟอร์ม เพราะเราไม่อยากให้มีช่องว่างระหว่างบริษัทใหญ่กับบริษัทเล็ก และน่าประหลาดใจที่มีบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางก็เห็นประเด็นนี้เช่นเดียวกัน เพราะถ้าบริษัทใหญ่อยู่ได้แต่บริษัทเล็กอยู่ไม่ได้ เศรษฐกิจของประเทศอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน ทำให้มีบริษัทใหญ่เสนอตัวเข้ามาร่วมสนับสนุนทุนกับทางบพข. เพื่อที่จะพัฒนาตัวเทคโนโลยีที่จะทรานส์ฟอร์มเอสเอ็มอีให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบใหม่ได้ ซึ่งพอเสร็จสิ้นในส่วนของบพข. ก็จะส่งต่อให้กับทางดีป้า หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะพัฒนาให้เป็นธุรกิจต่อไป” รศ.ดร. สิรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ คือ การมุ่งหน้าพัฒนาดีพเทค โดย รศ.ดร.สิรี กล่าวว่า ดีพเทค ณ ปัจจุบัน ได้เข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกอุตสาหกรรม ไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่จะไม่ใช้ โดยเฉพาะในยุคโควิด ที่เหมือนกับเป็นการตั้งต้นที่ศูนย์ (Set Zero) ดังนั้นถ้าไทยไม่สามารถดึงเทคโนโลยีขั้นสูงหรือดีพเทคเข้ามาใช้ในธุรกิจได้ ก็ย่อมมีโอกาสถูกประเทศที่คิดว่าเดินตามหลังแซงหน้าขึ้นมาได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม กัมพูชา 

“จริง ๆ เวียดนามเขาก็แซงเราไปแล้วนะ เพราะว่าเขาประยุกต์ใช้ดีพเทคด้วยอัตราที่เร็วกว่าเรามาก ในส่วนของประเทศไทย ดีพเทคได้เข้าไปอยู่ในทุกอุตสาหกรรมแล้ว แต่สองส่วนหลักที่จะเป็นตัวพลิกโฉมธุรกิจในประเทศไทยอย่างมากและสามารถแทรกตัวไปในทุกธุรกิจทุกประเภท คือ จีโนมส์ และดิจิทัล” รศ.ดร. สิรี กล่าว

กระนั้น ประเด็นปัญหาหลักของไทยที่ขวางการเกิดของดีพเทค ซึ่งต่างประเทศก็มองเห็นก็คือระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ของไทยที่ไม่ค่อยดี และไม่ค่อยพอ เพราะไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในด้านอื่นมาก และให้ความสำคัญกับด้านวิทยาศาสตร์ในสัดส่วนที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น  เพราะฉะนั้น กว่าที่ผู้ประกอบการ (ดีพเทค) จะเกิดขึ้นมาสักรายหนึ่ง จะต้องขวนขวายอย่างมากถึงจะไปต่อได้ แต่เข้าใจว่าในอนาคตภาครัฐจะเห็นความสำคัญของการสร้างระบบนิเวศดังกล่าวให้มากขึ้น ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ระบบแนวคิด (Mindset) ของคนไทยที่ไม่กล้าเสี่ยง จนกระทั่ง หลายชาติออกปากว่าคนไทยไม่กล้าเสี่ยง ไล่เรียงตั้งแต่นักวิจัย หน่วยงานให้ทุน ธนาคาร

ทั้งนี้ รศ.ดร.สิรี อธิบายว่า ความไม่กล้าเสี่ยงดังกล่าวทำให้ถึงแม้จะมีสตาร์ตอัพในเมกะเทรนด์ที่ตอบโจทย์ต่อโลกอนาคต แต่สตาร์ตอัพเหล่านี้ก็ไม่สามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้ เพราะไม่มีใครกล้าพอจะเสี่ยงให้เงินกับธุรกิจหน้าใหม่ เรียกได้ว่า การที่มีแนวคิดไม่กล้าเสี่ยงแล้วหวังจะให้เกิดนวัตกรรมในประเทศจึงเป็นไปได้น้อยมาก สตาร์ตอัพไทยส่วนหนึ่งจึงเบนเข็มไปหาทุนในต่างประเทศ และได้รับแรงสนับสนุนพร้อมเม็ดเงินอัดฉีดอย่างรวดเร็ว จนไปตั้งกิจการในต่างประเทศ แต่กลายเป็นว่าประเทศไทยเสียโอกาสทางธุรกิจให้กับนักลงทุนต่างชาติไปแล้ว 

นอกจากนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้ดีพเทคไทยเกิดได้ยากเพราะทางผู้ประกอบการไม่ได้คิดเผื่อไปถึงตลาดในต่างประเทศ หรือตลาดในระดับโลก โดยรศ.ดร.สินี กล่าวว่า การมองเฉพาะตลาดในประเทศไม่เพียงพอ เช่น กรณีสิงคโปร์ที่สั่งยุบหน่วยงานดูแลเอสเอ็มอีในประเทศ เพราะมองว่า ถ้าเอสเอ็มอีของสิงคโปร์ไม่สามารถที่จะไปโตในตลาดต่างประเทศได้ โอกาสที่จะอยู่รอดในยุคถัดไปย่อมเป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพของไทยมีแนวคิดที่ขยายกว้างไปถึงตลาดระดับโลกด้วย

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

“นิพนธ์ บุญเดชานันทน์” ซีอีโอ WHAUP ตั้งเป้ายืนหนึ่งผู้นำตลาดพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาคเอเชีย

เปิดผลสำรวจ ESG ธุรกิจไทยปี 64

2021 ปีแห่ง “คริปโทเคอร์เรนซี” กับบทบาทใน 3 อุตสาหกรรมหลัก “การเงิน-ไลฟ์สไตล์-เกม”

STAY CONNECTED

6,910แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

ก.พลังงาน เตรียมจัดงาน Future Mobility Asia 2022 ปูทางไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในเอเชีย

งานนิทรรศการครั้งแรกที่จัดแสดงแนวคิด นวัตกรรม เทคโนโลยี และโซลูชันด้านยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างครอบคลุม

ซิปโซ่ท้อปปิคอลดริ๊ง เปิดตัว ‘ซิปโซ่’ ข้าวต้มข้าวกล้องหอมมะลิ พร้อมจำหน่ายใน 7-11

ชูจุดขายใช้นวัตกรรม ช่วยคงความหอมและคุณประโยชน์ทางโภชนาการ

เสือลำบาก “เศรษฐกิจแย่-การเมืองยุ่ง”

ขณะที่เรากำลังเผชิญภาวะราคาสินค้าหลายๆตัวขยับเพิ่มสูงขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกพุ่งกระฉูด

MG เปิดเกมรุก สร้างระบบนิเวศ EV ครบวงจร พร้อมดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทัดเทียมตลาดโลก

เอ็มจี ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำสัญชาติจีนเปิดเกมรุกเตรียมสร้างระบบนิเวศรองรับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ไทยแบบครบวงจร ไล่เรียงตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แบตเตอร์รี ไปจนถึงปลายน้ำ

แอร์บัส – NTT DOCOMO – SKY Perfect JSAT ร่วมกันศึกษาบริการการเชื่อมต่อไร้สายทั่วโลกบนอวกาศ

ความร่วมมือในการเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมใช้งานบริการเชื่อมต่อจากเทคโนโลยี High-Altitude Platform Stations (HAPS) แห่งอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเชื่อมต่อไร้สายบนอวกาศในอนาคต

วีโร่ ลงนามปฏิญญา Clean Creatives

ประกาศจุดยืนร่วมต่อต้านการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

Amazon Global Selling หนุน SME ไทยโตตลาดโลก

งานประชุม Amazon Global Selling Thailand Seller Conference ในรูปแบบสัมมนาออนไลน์ของ อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ผ่านไปด้วยความสำเร็จ โดยมี SME ไทยกว่า 5,000 รายให้ความสนใจและเข้าร่วมงาน

foodpanda เปิดตัวหมี “เปาเปา” ส่งแคมเปญออนไลน์ เจาะกลุ่มผู้ใช้งานทั่วประเทศ

ฟู้ดแพนด้า ฉลองครบรอบ 10 ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เปิดตัว “เปาเปา”

แชฟฟ์เลอร์ – ม.บูรพา ขับเคลื่อน EEC Automation Park ผ่านศูนย์การเรียนรู้/ฝึกอบรมอุตสาหกรรม 4.0 และ 5G

แชฟฟ์เลอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลก ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับมหาวิทยาลัยบูรพา ขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค (EEC Automation Park)

เมื่อขาใหญ่ Binance จับมือ GULF บุกตลาดคริปโทฯ ในไทย

ข่าวการประกาศความร่วมมือระหว่าง GULF กับ Binance บริษัทซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างแรงกระเพื่อมอีกครั้งสำหรับวงการการเงินดิจิทัลของไทย

MUST READ

ไซเฟอร์มา และ เอ็นฟอร์ซ ซีเคียว ประกาศเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ

เตรียมพร้อมที่จะนำเสนอระบบอัจฉริยะ ในการคาดการณ์ทางไซเบอร์โดยใช้นวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ในการจัดการภัยคุกคามจากภายนอกสู่ตลาดไทย

ETRAN จากความฝัน สู่ยานยนต์พลังงานสะอาด

“พันธกิจของผม เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ผมเกิดมา แล้วคุณแม่ตั้งชื่อผมว่า 'เอิร์ธ' ซึ่งแปลว่าโลกแล้ว” นี่เป็นมิชชันของ ‘เอิร์ธ’ สรณัญช์ ชูฉัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์)

เสียวหมี่เสริมความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคยุค IoT

เสียวหมี่ เจ้าของแพลตฟอร์มเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ AIoT (AI + IoT) ได้เผยแพร่นโยบายความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคฉบับใหม่เพื่อสร้างบรรทัดฐานสำหรับผู้ผลิตทั่วโลก

SEAC (ซีแอ็ค) กรุยแผนธุรกิจปี 65 กับเป้าหมายอัพสกิล คนไทย 1 ล้านคนใน 3 ปี

SEAC (ซีแอ็ค) เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้กับคนไทยในหลากหลายกลุ่มผ่านการเรียนรู้

รพ. มหาราชนครเชียงใหม่ ใช้ระบบ 5G Smart Health นำร่องระบบ Telemedicine

โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ นำร่อง 5G Smart Health ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องการพัฒนาย่านเทคโนโลยยี 5G ต้นแบบ สำหรับให้บริการประชาชน (5G District) ในจังหวัดเชียงใหม่
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น