TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Columnist จับกระแส ตลาดคริปโทฯ ของไทย เมื่อรัฐจ้องเก็บภาษีกำไร

จับกระแส ตลาดคริปโทฯ ของไทย เมื่อรัฐจ้องเก็บภาษีกำไร

เริ่มศักราชใหม่ ปี พ.ศ.2565 เรื่องกระทรวงการคลังจะจัดเก็บภาษีขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และกำไรจากการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี่ กลายเป็นประเด็นร้อนให้ถกเถียงกันเพราะผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย ในขณะที่กระทรวงการคลังยืนยันเดินหน้าดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อขยายฐานการจัดเก็บภาษีสำหรับนำเงินมาพัฒนาประเทศ

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำให้เห็นความจำเป็นว่าประเทศไทยไม่ได้ขยายฐานการจัดเก็บภาษีมานาน ทำให้รายได้จากภาษีต่อจีดีพีไม่ได้เพิ่มขึ้นตามขนาดเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวไปมาก สาเหตุหนึ่งมาจากการมีข้อยกเว้นทางภาษีจำนวนมากเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดต้นทุนในภาคส่วนนั้น ๆ 

กรณีเก็บภาษีจากการขายคริปโทฯ มีการตั้งข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นหลังจากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้ของไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2564 จึงอาจเป็นความพยายามของรัฐที่จะแตะเบรคชะลอความร้อนแรงของตลาด เพราะก่อนหน้านี้ทั้งนายกรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยได้แสดงความห่วงใยต่อกระแสความนิยมลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ด้วยเห็นว่ามีความเสี่ยงสูง แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปฏิเสธว่ารัฐไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเข้าควบคุมการขยายตัวของคริปโทฯ หากแต่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว

ในพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ระบุไว้ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลหากมีกำไรหรือมีผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของกำไร และบุคคลที่มีเงินได้จากการซื้อขายคริปโทฯ จะต้องยื่นแบบแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจน ในรายละเอียดของการจัดเก็บ จึงต้องมีการปรับปรุงให้ชัดเจนมากขึ้น โดยเงินได้ดังกล่าวจะคำนวณจากกำไรเป็นรายธุรกรรม (Transaction) และจะถูกนับเมื่อมีการโอนเงินกลับเข้าบัญชีแล้ว หากเงินยังอยู่บนแพลตฟอร์มที่ทำการซื้อขายจะไม่ถือว่าเป็นรายได้ 

ด้านผู้ประกอบการในตลาดคริปโทฯ ต่างแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยเพราะเกรงว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะเกิดผลกระทบต่อการพัฒนาตลาดนี้ ซึ่งเป็นตลาดการเงินแบบใหม่ที่กำลังเติบโต โดยจะทำให้นักลงทุนไทยหันไปลงทุนกับตลาดต่างประเทศจนส่งผลกระทบต่อการเติบโตของตลาดในประเทศ ทั้งจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสจากการลงทุนของต่างประเทศด้วย รัฐควรจะรอให้ตลาดมีการเติบโตและเข้มแข็งพอเสียก่อนจึงค่อยดำเนินการเก็บภาษีเหมือนที่เคยส่งเสริมให้ตลาดทุนเติบโตด้วยยกเว้นการเก็บภาษีขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี

ทั้งยังมีข้อท้วงติงในรายละเอียดของการจัดเก็บภาษีหลายเรื่อง เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของกำไรสูงเกินไป ควรจัดเก็บเป็นขั้นบันได หรือกรณีไม่สามารถนำรายการที่ขาดทุนมาหักลบเวลายื่นแบบแสดงการเสียภาษีเงินได้ หรือกระทั่งประเด็นว่าควรจะคำนวณจากกำไรเป็นรายธุรกรรม (Transaction) หรือจาก Capital gains เป็นต้น

ทำให้กรมสรรพากรตั้งคณะทำงานร่วมกับสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณากำหนดรายละเอียดการจัดเก็บภาษีคริปโทฯ ให้ชัดเจน โดยรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและกำหนดแนวทางปฏิบัติบนพื้นฐานส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยในอนาคต ซึ่งอาจมีการผ่อนปรนกฎระเบียบบางข้อที่สามารถทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่ส่งผลกระทบต่อการยื่นแบบแสดงเงินได้ของปี 2564 ที่มีกำหนดถึงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2565

ทั้งนี้ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 แบ่ง​​​สินทรัพย์ดิจิทัลเป็น 2 ประเภท คือ คริปโทเคอร์เรนซี่ (Cryptocurrency) ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น Bitcoin, Ethereum, Litecoin, Ripple, Stellar เป็นต้น 

อีกประเภท คือ Digital Token ประกอบด้วย 2 ประเภทย่อย ได้แก่ Investment Token หรือ โทเคนเพื่อการลงทุน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิในการร่วมลงทุน เช่น สิทธิในส่วนแบ่งรายได้ สิทธิในผลกำไรจากการลงทุน และ Utility Token หรือ โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น บัตรโดยสารรถไฟฟ้า คูปองในศูนย์อาหาร เป็นต้น

โดยภาพรวมของปี พ.ศ.2564 ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นปีทองของคริปโทเคอร์เรนซีจากการเพิ่มขึ้นอย่างมากของมูลค่าเหรียญคริปโตฯ หลายสกุล จนทั่วโลกมีมูลค่ารวมถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะลดลงเหลือประมาณ 2.5-2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเวลาต่อมา ซึ่งในประเทศไทยก็มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากมูลค่า 3.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ.2563 เพิ่มขึ้นประมาณ 30 เท่า เป็นมูลค่า 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนผู้ลงทุนในตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2-3 แสนคน เป็นประมาณ 1.6 ล้านคน หรือเติบโตราว 6 เท่า เนื่องจากได้รับความนิยมในกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ และผู้ที่เชื่อว่าสิ่งนี้เป็นความหวังใหม่ของระบบการเงินและธุรกิจต่างๆ 

เช่นเดียวกับบริษัทจำนวนมากก็เริ่มนำร่องสู่การใช้เงินคริปโทฯ กันอย่างคึกคัก แม้จะยังไม่มีการรับรองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้สามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้เหมือนเงินตราตามกฎหมาย แต่ปีที่ผ่านมาภาคเอกชนหลายรายได้เริ่มใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแล้ว ตัวอย่างเช่น 

ในธุรกิจค้าปลีก เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือกับ Bitkub ให้ลูกค้าสามารถนำเงินคริปโทฯ 7 สกุล ได้แก่ BITCOIN, TETHER, ETHEREUM, STELLAR, XRP, BITKUB COIN และ JFIN COIN มาชำระค่าสินค้าและบริการ ของห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ และดิ เอ็มโพเรียม หรือร้านกาแฟอินทนิลจับมือ Bitazza เปิดให้บริการรับชำระค่าเครื่องดื่มด้วยเงินคริปโทฯ 3 สกุล ได้แก่ BTC, ETH และ USDT

ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ประกาศให้ลูกค้าใช้สินทรัพย์ดิจิทัลชำระค่าซื้อบ้านและคอนโดแทนเงินในทุกโครงการผ่านวอลเล็ตของ Bitkub โดยเปิดรับสกุลเงิน BTC, ETH และ USDT เช่นเดียวกับ เอสซี แอสเซท ที่จับมือกับ Zipmex ให้ลูกค้าสามารถชำระค่าบ้านและคอนโดด้วยเงินคริปโทฯ 5 สกุล ได้แก่ BTC, ETH, ZMT, USDT และ USDC 

ธุรกิจบริการอย่าง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เปิดทดลองใช้สินทรัพย์ดิจิทัลแลกรับตั๋วชมภาพยนตร์ โดยจับมือกับ Zipmex รับสกุลเงิน BTC และมีแผนจะเพิ่มสกุลเงินอื่น ๆ เช่น ETH และ ZMT นอกจากนี้ สายการบินบางกอกแอร์เวย์สจับมือกับ Bitkub นำร่องรับชำระค่าโดยสารด้วยเงินคริปโตฯ เป็นต้น

ซึ่งการริเริ่มจากภาคเอกชนดังกล่าว ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาแสดงท่าทีไม่สนับสนุนการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ เนื่องจากเห็นว่าราคาคริปโทฯ มีความผันผวนสูง มีความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลอีกทั้งมีความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินได้ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อร้านค้า ผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงประชาชนผู้ใช้บริการ และหากมีการนำมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการอย่างแพร่หลาย ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการชำระเงิน และระบบการเงินของประเทศได้ 

อย่างไรก็ตาม จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และผู้ให้บริการ exchange ที่มีส่วนแบ่งในตลาดซื้อขายคริปโทฯ มากที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของคริปโทเคอร์เรนซีอย่างมากมาจากการที่คนทั่วโลกตื่นตัวกับแนวโน้มของสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น และเชื่อว่าในอนาคตจะขยายตัวไปยังสินทรัพย์ทั้งหมดที่สามารถแปลงไปสู่โลกออนไลน์ได้ โดยมีเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ และจะเปลี่ยนแปลงให้เศรษฐกิจโลกก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในที่สุด

สำหรับแนวโน้มปี พ.ศ.2565 หากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย หลายประเทศยังจำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เขาเชื่อว่าจะส่งผลให้มีเม็ดเงินบางส่วนไหล่เข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล จนทำให้ตลาดคริปโทฯ มีโอกาสเติบโตขึ้นอีกมากกว่าเท่าตัว

นอกจากนี้ มูลค่าตลาด 3 ล้านล้านดอลลาร์ ถือว่าขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ ในระยะยาวจึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมากเมื่อโลกอินเทอร์เน็ตเข้าสู่ยุคเว็บ 3.0 อย่างแท้จริง พร้อมกับการเกิดขึ้นของบล็อกเชน, IOT (Internet of Thing), AI, VR และ Metaverse จะทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ตลาดคริปโทฯ จะขยายตัวขึ้นมากกว่าในปัจจุบันแน่นอน ซึ่งประเทศที่มีกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีสมัยใหม่และทิศทางของโลก จะเป็นประเทศที่เสียผลประโยชน์อย่างมหาศาลในระยะยาว

สมชัย อักษรารักษ์ … อดีตบรรณาธิการ ผู้มีประสบการณ์ 20 ปี ในวงการงานข่าวการตลาด-ไอที แต่มีความสนใจในประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ จนได้ใช้ทำงานสารคดีนาน 10 ปี

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

เปิดศักราชใหม่การใช้ “ยานยนต์ไฟฟ้า” หนุนแผนขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของไทย

สถานีรถไฟ “หัวลำโพง” อนาคตจะไปอย่างไร

ยูเนสโก ขึ้นทะเบียนการละเล่น “โนรา” ของไทย เป็นมรดกวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

จาก “ละมุนภัณฑ์” ถึง “จักรวาลนฤมิต” คำศัพท์สะท้อนเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

Traveloka จัดมหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ มอบส่วนลดสูงสุด 60% เมื่อจองบริการผ่านแอปฯ 25-31 พฤษภาคมนี้

ทราเวลโลก้า เปิดตัวมหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ - International Travel Fair แคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการเปิดประเทศ ด้วยการมอบข้อเสนอและส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 60%

WHAUP คว้าดีลติดตั้ง Solar Rooftop ศูนย์การค้าเมกาบางนา ขนาด 10 MW จ่อเซ็นสัญญาเพิ่ม 3 โครงการ 15 MW ภายใน Q2/65

บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ประกาศเดินเกมรุกตามแผน เร่งขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนผ่านการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาต่อเนื่อง ล่าสุดคว้าดีลติดตั้ง Solar Rooftop โครงการ Megabangna จำนวน 13 อาคาร พื้นที่หลังคารวม 62,000 ตารางเมตร

SAPPE เปิดแผนยุทธศาสตร์ ย้ำภาพ Global Brand ตั้งเป้าเติบโต 3 เท่า ทำรายได้แตะ 10,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี

‘บมจ. เซ็ปเป้’ หรือ SAPPE เปิดแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญย้ำภาพ Global Brand ตั้งเป้ารายได้ Triple Growth แตะ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า จากธุรกิจ 4 ส่วน ได้แก่ ตลาดต่างประเทศ ตลาดในประเทศ ออลโคโค่ และการทำ M&A

แฟลช ผลิตถุงคลุมกระเป๋าระบุตัวเลขจำกัดความเร็วรถแจกโรงเรียน หวังช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้แก่เด็กและเยาวชน

แฟลช เอ็กซ์เพรส ร่วมส่งเสริมความปลอดภัยรอบรั้วโรงเรียน ริเริ่มโครงการ “Flash Safety Bag, Safety Zone” ภายใต้แนวคิด “ร่วมสร้างความปลอดภัย ส่งต่อความห่วงใยสู่เยาวชน” ผลิตถุงคลุมกระเป๋านักเรียนระบุตัวเลขจำกัดความเร็วรถวิ่ง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บำรุงราษฎร์ขึ้นแท่น รพ.ที่ดีที่สุดในไทย 2 ปีซ้อน – ติดอันดับ 146 รพ.ที่ดีที่สุดในโลก ย้ำศักยภาพการแพทย์ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทย (World's Best Hospitals 2022 - Thailand) ด้วยคะแนน 94.79% ซึ่งนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน รวมถึงยังได้รับการจัดอันดับว่าเป็นโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวในไทยที่ติดอันดับ 146 จาก 150 ของโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกปี 2565

ทีเอพี กรุ๊ป จับมือ Blueleaf Energy นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการผลิตเครื่องดื่มไฮเนเก้น

ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ (ทีเอพี กรุ๊ป) เดินหน้าสู่เป้าหมายแนวทางการผลิตอย่างยั่งยืน ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม พร้อมเปิดใช้งาน ภายใต้โครงการ “TAP’s Brewed by the Sun” มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ เพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าทดแทน

แฟนคลับออเจ้าพร้อม! Kubix เปิดจองซื้อ ‘DESTINY TOKEN’ แล้ววันนี้ ชูจุดเด่นราคาไม่ผันผวน พร้อมผลตอบแทนเริ่มต้น 2.99% ต่อปี

Kubix เปิดจองซื้อ DESTINY TOKEN จากภาพยนตร์บุพเพสันนิวาส ๒ ตั้งแต่วันนี้ (23 พฤษภาคม) ถึงวันที่ 20 มิถุนายนนี้ ผ่านแอปฯ Kubix โดยเสนอขายจำนวนจำกัดเพียง 16,087 โทเคน ผ่านการจัดสรรแบบ First Come First Served

เสียวหมี่ ใช้สมาร์ทโฟน Xiaomi 12 Series ร่วมถ่ายทอดความเป็นไทยสู่สายตาคนทั่วโลกผ่านภาพยนตร์สั้น “The Warrior”

เสียวหมี่ สานต่อความสำเร็จ Xiaomi Studios ผ่านโปรเจกต์พิเศษ PrimeTime Mini Series ที่ในปีนี้ได้รวบรวมครีเอเตอร์มือดีจาก 6 ประเทศมาสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ PrimeTime Mini Series นี้ด้วย

บิทคับ จับมือ DITP สนับสนุนผู้ประกอบการ สู่การเป็นผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) เสริมสร้างศักยภาพ สนับสนุนผู้ประกอบการนิติบุคคล และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

“วิกฤติอาหาร” หายนะรอบใหม่

ดังที่รู้กันว่าผลจากวิกฤติโควิด-19 ที่เริ่มเข้าสู่ขาลง ทำให้ความต้องการน้ำมันทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากหลาย ๆ ประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว การใช้น้ำมันจึงเพิ่มสูงขึ้น

MUST READ

“หัวเว่ย” จับมือ “กสิกรไทย” ร่วมสร้างระบบนิเวศสีเขียว ลุยติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 30,000 หลังในปี 2565

พันธมิตรรายใหญ่สองรายอย่าง บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และ ธนาคารกสิกรไทย จึงจับมือกันนำเสนอเทคโนโลยีโซลูชันที่มาพร้อมโปรโมชันสินเชื่อเอื้อให้คนไทยสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ง่าย ๆ

ส่องนิสัยการทำความสะอาดคนไทย Dyson เผยคนไทยกว่า 40% จะทำความสะอาดบ้านแค่ตอนเห็นฝุ่น

Dyson เผยผลการสำรวจและวิจัย Global Dust Study ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย โดยสำรวจนิสัยการทำความสะอาดและความเข้าใจเกี่ยวกับฝุ่นในครัวเรือน รวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในบ้าน

d-DATA: บล็อกเชน ดาต้า และเอไอ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล ประเทศชาติก็เช่นกัน การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องมีและใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล

หลักทรัพย์บัวหลวง เปิดตัวแอป “Wealth Connex” เชื่อมทุกความรู้และบริการลงทุนไว้ที่เดียว

แอปพลิเคชัน “Wealth Connex” ชูจุดเด่นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ให้บริการ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ลงทุนแบบส่วนตัวอัตโนมัติให้กับลูกค้า ยกระดับศักยภาพการให้บริการเชื่อมต่อโอกาสการลงทุนตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ลงทุน

‘จิกทะเล’และ ‘ชุดตรวจโควิดไทย’ ดังไกลในเวทีโลก สวทช. นำทีมเด็กไทย คว้ารางวัลเวที ‘ISEF2022’ จากอเมริกา

สวทช. ร่วมกับ อพวช. และ วช. นำทีมเยาวชนไทย 16 ทีม 35 คน เข้าร่วมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ Regeneron International Science and Engineering Fair (Regeneron ISEF) 2022 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 13 พฤษภาคม 2565 ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น