TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Columnist จับจังหวะซื้อหุ้นต่ำสุด ไยผลตอบแทนไม่ปัง เดินหน้า DCA บริหารพอร์ตคุ้มค่าระยะยาว

จับจังหวะซื้อหุ้นต่ำสุด ไยผลตอบแทนไม่ปัง เดินหน้า DCA บริหารพอร์ตคุ้มค่าระยะยาว

วิถีนักลงทุนในตลาดหุ้น คงมองเหมือนผมว่า ไตรมาสแรกผ่านไปอย่างรวดเร็วสำหรับปีเสือ 2565 ท่ามกลางสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผ่านหูผ่านตา พร้อมพลิกผันได้ตลอดเวลา สร้างความผันผวนขึ้น ๆ ลง ๆ ในตลาดหุ้น ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญ 

ผมคิดว่า วันนี้หากจะมาอัปเดตสถานการณ์โลก ก็เป็นสิ่งที่หลายคนรู้อยู่แล้ว ผมขอพูดแค่กระแสใหญ่ ๆ ร้อน ๆ ก็คงยังเป็นมหาอำนาจโลกอย่าง ‘สหรัฐอเมริกา’ ที่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ไปแล้ว เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และคาดว่าจะปรับขึ้นอีกราว 6 ครั้ง โดยระหว่างทางอาจเห็นการปรับขึ้นสูงถึง 0.50% ด้วย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป และอาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ

หรือสถานการณ์โลกที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ก็คือ สงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนจะเป็นอย่างไรต่อไป แม้ทุกคนจะรู้ว่าที่สุดของทุกสงครามต้องมีจุดจบเสมอ แต่ความยากคือ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าเมื่อไรและอย่างไร  

Warren Buffett บอกอย่าถือเงินสดช่วงสงคราม จะยิ่งด้อยค่า

แม้ว่าการหมั่นติดตามข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือ หลักการลงทุนที่ถูกต้อง คุณจะมองเห็นโอกาสและเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี ซึ่งนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ได้ให้คำแนะนำว่า จงอย่าถือเงินสดเอาไว้ในช่วงสงคราม เพราะจะยิ่งทำให้ค่าของเงินสดที่ถืออยู่ลดลง เพราะฉะนั้นการเลือกลงทุนในหุ้นบริษัทที่ดีเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด 

แต่ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่า ควรจับจังหวะเข้าซื้อตอนไหนดี อยากจะรอซื้อหุ้นตอนตกแรง ๆ หรือตอนไหนหุ้นลงต่ำสุด แล้วจะตกต่ออีก? ผมเข้าใจดีครับ ใคร ๆ ก็กลัวขาดทุน ผมจะขอไขคำตอบ เหล่านี้ให้ครับ

ประเด็นแรกสำคัญสุด สิ่งที่จะบอกว่าคุณจะได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวังหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ สินทรัพย์ที่ลงทุน ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพราะหากคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี และลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จะทำให้คุณมีโอกาสสูงที่จะได้ผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ 

ประเด็นต่อมา การรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ นั้น คุณควรจะสำรวจพอร์ตของคุณ อยู่เสมอเมื่อเกิดวิกฤติหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น ธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนจะสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปได้หรือไม่ หากคุณยังเชื่อมั่นในสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่ และยึดหลักการลงทุนระยะยาว เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น สินทรัพย์ที่คุณลงทุนจะกลับมาเติบโตได้เหมือนเดิม ดั่งภาษิตไทยที่ว่า จงอดเปรี้ยว ไว้กินหวาน เป็นการอดทนรอในผลตอบแทนที่คุณต้องการ

สิ่งที่จำเป็นที่สุดในโลกการลงทุน คือ จงอย่าพยายามฝืนลงทุนในแผนการลงทุนที่มีความเสี่ยง สูงเกินกว่าที่คุณจะยอมรับได้ เพราะคุณจะรู้สึกไม่สบายใจระหว่างการลงทุนจนส่งผลกระทบต่อพอร์ต ลงทุนให้พลาดเป้าหมายได้

ประเด็นที่สาม ใครที่บอกว่ากำลังหาจังหวะลงทุนอยู่ ผมขอย้ำว่า คุณไม่จำเป็นต้องจับจังหวะตลาดเลยครับ เพราะไม่ว่าคุณจะได้ซื้อที่ราคาต่ำสุด หรือกลายเป็นซื้อในราคาที่สูงสุดของปีนั้น ๆ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาในรูปของกำไรที่ดีขึ้นก็ไม่ถึง 2% ครับ ขณะที่สิ่งที่ดีกว่าการจับจังหวะตลาด นั่นคือการลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) ซึ่งผมมีงานวิจัยของนักการเงินรุ่นใหม่ที่ได้ทดลองทำวิธีลงทุน วิธีเดียวกับงานวิจัยของ Peter Lynch นักลงทุนระดับโลกที่สามารถอธิบายในประเด็นนี้ครับ

เปิดผลวิจัยลงทุนจุดสูงสุด-ต่ำสุด ผลตอบแทนไม่ต่างมาก

โดยงานวิจัยนี้ได้ใช้ข้อมูลตลาดหุ้น 20 ปีล่าสุด ในการทดลองลงทุน และจัดนักลงทุน 3 คน ให้แต่ละคนมี วิธีการลงทุนดังนี้ คนที่ 1 ลงทุนในวันที่ดัชนีตลาดหุ้นแตะจุด ‘สูงสุด’ ของทุกปี ส่วนคนที่ 2 ลงทุนในวันที่ ดัชนีตลาดหุ้น ‘ลงต่ำสุด’ ของทุกปี และคนที่ 3 ลงทุนในวันที่ตลาดหุ้น ‘เปิดทำการวันแรก’ ของทุกปี 

แต่ละคนจะลงทุนด้วยเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามวิธีของตัวเองผ่าน ETF 3 กองที่มีนโยบายการ ลงทุนอิงดัชนีตลาดหุ้นทั้ง 3 ดัชนีของสหรัฐฯ ในปี 2544-2563 (20 ปี) โดยจะซื้อแล้วถือไว้ ตามนี้ 

1. SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY) ลงทุนอิงดัชนี S&P500

2. iShares Russell 3000 ETF (IWV) ลงทุนอิงดัชนี Russell3000

3. Invesco QQQ Trust Series 1 (QQQ) ลงทุนอิงดัชนี NASDAQ100

พูดง่าย ๆ คือเป็นการลงทุนแบบ DCA ปีละครั้ง ติดต่อกัน 20 ปีนั่นเอง จากนั้นนำผลตอบแทนเฉลี่ย 20 ปีของนักลงทุนคนที่ 1 และ 2 จากแต่ละ ETF มาเปรียบเทียบกัน ปรากฏว่า นักลงทุนคนที่ 1 และ 2 จะได้ผลต่างกัน คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนใน SPY พบว่า นักลงทุนคนที่ 2 (ซื้อที่จุดต่ำสุดทุกปี) ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ ‘สูง’ กว่านักลงทุนคนที่ 1 (ซื้อที่จุดสูงสุดทุกปี) อยู่ที่ 1.76% 

ส่วนผลตอบแทนจากการลงทุนใน IWV ก็พบว่า นักลงทุนคนที่ 2 ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ ‘สูง’ กว่านักลงทุนคนที่ 1 อยู่ที่ 1.80% ตัวเลขใกล้เคียงกับของ SPY 

ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนใน QQQ พบว่า นักลงทุนคนที่ 2 ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ ‘สูง’ กว่านักลงทุนคนที่ 1 อยู่ที่ 2.99% ซึ่งสูงกว่า SPY และ IWV   

จะเห็นว่าความต่างของผลตอบแทนเฉลี่ยที่นักลงทุนคนที่ 1 และ 2 ทำได้จาก SPY และ IWV ช่วง 20 ปี ใกล้เคียงกับที่นักลงทุนระดับโลกอย่าง Peter Lynch ค้นพบว่าการซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุดและสูงสุดของทุกปี ให้ผลตอบแทนต่างกันเพียง 1.1% ต่อปีในระยะเวลา 30 ปี

ส่วนความแตกต่างของผลตอบแทนจาก QQQ จะสูงกว่าที่ Peter Lynch บอกไปมาก เนื่องจาก QQQ ลงทุนตามดัชนี NASDAQ100 ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำอยู่มาก ทำให้ความแตกต่างระหว่าง ราคาสูงสุดและต่ำสุดตอนเข้าลงทุนจึงสูงขึ้น

มาดูความแตกต่างของผลตอบแทนเฉลี่ยระหว่างนักลงทุนคนที่ 2 (ซื้อที่จุดต่ำสุดของทุกปี) และนักลงทุนคนที่ 3 (ซื้อตอนต้นปี) อยู่ระหว่าง 1.00-1.65% นั่นเป็นเพราะการลงทุนทุกต้นปี ทำให้นักลงทุนคนที่ 3 ได้ ‘เงินปันผลทุกปี’ และไม่พลาดช่วงตลาดหุ้นขาขึ้นในบางปีด้วย

ข้อมูลงานวิจัยนี้ ยังเฉลยด้วยว่า ทำไมการซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุดทุกปี ถึงทำผลตอบแทนเฉลี่ย ‘สูงกว่าเพียงเล็กน้อย’ เมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นที่จุดสูงสุดทุกปี นั่นเป็นเพราะวิธีการคำนวณ หาผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งโดยธรรมชาติของการหาผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนระยะยาว หรือ Compound Annual Growth Rate (CAGR) ยิ่งจำนวนปีที่ลงทุนยาวนานขึ้น ผลตอบแทนเฉลี่ยที่คำนวณได้จะยิ่งต่ำลง ถึงแม้ว่าต้นทุนเฉลี่ยตลอด 20 ปี จากการลงทุนที่จุดสูงสุดและต่ำสุดในทั้ง 3 ETF จะห่างกันอยู่ 30-45% แต่พอลงทุนกันยาว ๆ 20 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยที่คำนวณออกมาได้จึงใกล้เคียงกัน

สำหรับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนใน SPY และ IWV นั้น จะมีกำไรต่างกันอยู่ราว 200,000 ดอลลาร์สหรัฐทั้งคู่ หรือถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ การซื้อที่จุดต่ำสุดจะได้กำไรมากกว่าการที่ซื้อที่จุดสูงสุดอยู่ 33.51% และ 34.36% ตามลำดับจากการลงทุน 20 ปี

ส่วน QQQ ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีมาก ความแตกต่างของกำไรจากการซื้อที่จุดสูงสุด-ต่ำสุดตลอด 20 ปี จะสูงถึงราว 530,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ การซื้อที่จุดต่ำสุดจะได้กำไรมากกว่าอยู่ 49.55% ดังนั้น แม้ว่าผลตอบแทนเฉลี่ยจะต่างกันอยู่แค่ 1.76-2.99% ตลอด 20 ปี ซึ่งดูเหมือนไม่เยอะมาก แต่พอมาคิดเป็นผลตอบแทนหรือกำไรในรูปตัวเงิน จะเห็นความแตกต่างชัดเจนครับ

แต่เมื่อต้องการรู้ว่าการจับจังหวะตลาดให้ผลตอบแทนมากขึ้นแค่ไหน ในงานวิจัยนี้จึงสมมติ ให้ลงทุนที่จุดต่ำสุดและสูงสุดแบบ ‘สุดขั้ว’ ติดต่อกัน 20 ปี ซึ่งในโลกความจริง ไม่มีมนุษย์เดินดินคนไหน ทำได้แบบในงานวิจัย

มาดูนักลงทุนคนที่ 3 ที่ลงทุนทุกต้นปี งานวิจัยนี้ใช้การลงทุนแบบ DCA เป็นประจำปีละครั้ง ติดต่อกัน 20 ปี ซึ่งทำให้ต้นทุนการเข้าซื้อที่แตกต่างกันของนักลงทุนทั้ง 3 คนในปีหลัง ๆ มีผลต่อมูลค่าพอร์ตน้อยลง

เช่น เงินลงทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐที่ลงทุนในปี 2563 (ปีสุดท้าย) ในแต่ละ ETF จะมีน้ำหนักเท่ากับ 5% ของเงินลงทุนทั้งหมดหรือเพียง 1 ปีจากทั้งหมด 20 ปีที่ลงทุน (รวมเป็นเงิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ)

ดังนั้น แม้ราคา ETF ที่จุดสูงสุดและต่ำสุดในปี 2563 จะต่างกันเกือบเท่าตัวเพราะสถานการณ์ การแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่มูลค่าพอร์ตสูงขึ้นเป็นหลักแสนหลักล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว การที่ลงทุนเพิ่มด้วยเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐจึงแทบไม่มีผลต่อมูลค่าพอร์ตครับ

และในช่วง 20 ปีของงานวิจัยนี้ ก็มีอยู่ 5 ปีที่ราคา ณ จุดสูงสุดและต่ำสุดห่างกันเกิน 50% แต่ก็มีอีก 6 ปี เช่นกันที่ราคาทั้ง 2 จุดห่างกันไม่ถึง 20% ดังนั้นเมื่อลงทุนแบบ DCA ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนทั้ง 3 คน จริง ๆ แล้วจะห่างกันอยู่ 30-45% เพราะถูกถัวเฉลี่ยในปีที่ราคาห่างกันมากและห่างกันน้อยตลอด 20 ปี

ลงทุนแบบ DCA ต้นทุนเฉลี่ย ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าได้

และนี่จึงเป็นข้อดีของการลงทุนแบบ DCA ที่จะทำให้ต้นทุนถัวเฉลี่ยไปได้ เพราะในชีวิตจริง บางปีคุณอาจดวงดีซื้อหุ้นได้ที่จุดต่ำสุด ปีถัดมาซื้อได้ที่ราคากลาง ๆ บ้าง หรือซื้อแล้วติดดอยทันทีบ้าง ปะปนกันไป 

สิ่งที่ดีต่อใจจากการลงทุนแบบ DCA คือคุณได้เก็บออมเงินและลงทุนเป็นประจำอย่างมีวินัย เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก 

เพราะฉะนั้น งานวิจัยนี้ทำให้เราเห็นว่าการลงทุนเป็นประจำแบบ DCA ในระยะยาวก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยไม่ต้องมานั่งจับจังหวะตลาดหุ้นให้เหนื่อยและเสียเวลาเกินจำเป็น เพราะในระยะยาวมูลค่าพอร์ตของคุณก็ยังเพิ่มขึ้น อย่างการลงทุนที่จุดสูงสุดติดกัน 20 ปีในงานวิจัยนี้ก็ยังทำผลตอบแทนได้ราว 5% และ 13% ต่อปี

ยิ่งถ้าคุณสามารถหาหุ้นหรือสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะยาว เพื่อลงทุนแบบ DCA ได้ เท่ากับว่า คุณก็ประสบความสำเร็จในการลงทุนไปแล้วครึ่งทาง ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง คือการมีวินัยในการลงทุนตามแผน DCA ที่วางไว้ และโฟกัสกับหลักการลงทุน โดยคุณไม่ต้องมานั่งวิตกกังวล กับอารมณ์ของตลาดจนเกินไป ก็จะทำให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจ ได้รับกำไรอย่างยั่งยืนยาว ๆ

ส่วนใครที่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนเลย หรือมั่วแต่จด ๆ จ้อง ๆ คิดไม่ตกว่าจะ ‘เริ่มต้นลงทุนตอนไหนดี’ ผมมีคำตอบดี ๆ ให้คุณ นั่นคือ ‘เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มลงทุน ก็คือ วันนี้’ เพราะถ้าหากคุณลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว ไม่ว่ายังไงคุณก็จะได้เจอทั้งปีที่ผลตอบแทนดีมาก ๆ และปีที่ผลตอบแทนติดลบแน่นอน ขณะที่ความผันผวนระยะสั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่คุณต้องการอย่างแน่นอน 

บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

Perfect Storm สงครามรัสเซีย–ยูเครน โจมตีไซเบอร์พุ่ง ส้มหล่นธุรกิจ ‘Cybersecurity’ ทางเลือกลงทุนเพื่อพอร์ตเติบโตระยะยาว

เคล็ด (ไม่) ลับ พิชิตตลาดหุ้น ‘ไม่เป็นใจ’ รอดได้อย่างไร

New Year Resolution ลงทุนอย่างมีเป้าหมาย พอร์ตแกร่งพิชิตผลตอบแทนรับปีเสือนอนกิน

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 เหลาคมแนวคิด “ธุรกิจสตาร์ทอัพ” จากต้นตำรับ Silicon Valley

ปิดโครงการปีที่ 3 ของ KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี “Project EV” สตาร์ทอัพที่มีรูปแบบธุรกิจที่ชัดเจน สร้างผลกกระทบต่ออุตสาหกรรม เป็นผู้ชนะการประกวดแนวคิดและแผนธุรกิจ

AWS แนะวิธียกระดับในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัล

นับตั้งแต่ปี 2560 ผู้คนกว่าห้าล้านคนจากทั่วทั้งภูมิภาคได้รับการฝึกอบรมทักษะด้านระบบคลาวด์จาก AWS การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่เกิดขึ้นและน่าสนับสนุนในเวลาเดียวกัน

‘เมล่อน เมดิคอล’ คลีนิคออนไลน์จากทีมหมอที่เข้าใจกระบวนการรักษาทั้งระบบ

เมล่อน เมดิคอล แพลตฟอร์มแพทย์ทางไกล ตรวจรักษาคนไข้ทางออนไลน์พัฒนาโดยทีมแพทย์คนไทย ที่เข้าใจเรื่องการกระบวนการรักษาทั้งระบบ ต่อยอดการช่วยเหลือคนไทยในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19

เตือนภัยรถ 6 แสนคัน เปลี่ยนด่วน ‘ถุงลมนิรภัย’ ชี้เสี่ยงระเบิดรุนแรงจากสารแอมโมเนียมไนเตรท

ผู้เชี่ยวชาญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนภัยจากเหตุไม่คาดฝัน หนุ่มวัย 46 ปี บาดเจ็บสาหัสเฉียดตาย ถูกแอร์แบค หรือถุงลมนิรภัยรถยนต์ระเบิดใส่ ชิ้นส่วนฝังเข้าบริเวณอกและท้อง

เปิดตัว ‘Motorist’ แอปจัดการรถยนต์ครบวงจร สำหรับเจ้าของรถ

Motorist เป็นแพลตฟอร์มชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ที่ให้บริการผู้ขับขี่รถยนต์ที่ครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อ-ขายเท่านั้น แต่รวมทุกอย่างที่เจ้าของรถต้องการ

10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับที่มา และ ตลาดคาร์บอนเครดิต

คาร์บอนเครดิต เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เห็นว่า ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศได้กำหนดให้มีการใช้กลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รถยนต์ไฮโดรเจน FCEV อีกทางเลือกของยุคพลังงานสะอาด

หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยชะลอไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นก็คือ การพัฒนายานยนต์ที่ไม่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า EV หรือ Electric Vehicle

การทางพิเศษฯ จับมือ หัวเว่ย วางโครงการสร้างทางพิเศษอัจฉริยะแห่งแรกในประเทศไทย

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ร่วมกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสร้างความร่วมมือร่วมมือในโครงการสร้างทางพิเศษอัจฉริยะ (Smart Expressway) ของประเทศไทย

5 ประโยชน์และความคุ้มค่า เมื่อปรับบ้านให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ด้วยหลังคา SCG SOLAR ROOF

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในทั่วโลกและในประเทศไทย ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา

เปิดใจไรเดอร์พิการ สู้ชีวิตส่งเสียตัวเองจบปริญญา ก้าวสู่เสาหลักครอบครัว

3 ธันวาคมของทุกปี คือ “วันคนพิการสากล” ซึ่งถูกกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้คนทั่วโลกสนับสนุนศักยภาพและเปิดโอกาสให้คนพิการได้ประกอบอาชีพด้วยการพึ่งพาตัวเองได้อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป

MUST READ

ชไนเดอร์ เปิดตัว EVlink อุปกรณ์ชาร์จไฟสำหรับบ้าน ติดตามค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการปล่อยคาร์บอนได้

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว EVlink อุปกรณ์ชาร์จไฟอัจฉริยะสำหรับบ้าน ในงาน IFA 2022 โดยจะเป็นอุปกรณ์ชาร์จ ตัวแรกของโลกที่สามารถบริหารจัดการโหลดพลังงาน EV จำนวนมาก

ชัยวุฒิ เปิดงาน Thailand Travelution 2022 ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ Digital Transformation

สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ผนึกกำลังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จัดงานแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวครั้งแรกในประเทศไทย

AWS แนะวิธียกระดับในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัล

นับตั้งแต่ปี 2560 ผู้คนกว่าห้าล้านคนจากทั่วทั้งภูมิภาคได้รับการฝึกอบรมทักษะด้านระบบคลาวด์จาก AWS การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่เกิดขึ้นและน่าสนับสนุนในเวลาเดียวกัน

KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 เหลาคมแนวคิด “ธุรกิจสตาร์ทอัพ” จากต้นตำรับ Silicon Valley

ปิดโครงการปีที่ 3 ของ KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี “Project EV” สตาร์ทอัพที่มีรูปแบบธุรกิจที่ชัดเจน สร้างผลกกระทบต่ออุตสาหกรรม เป็นผู้ชนะการประกวดแนวคิดและแผนธุรกิจ

ARIP เผยความสำเร็จ “COMMART GAME ON” 4 วัน สร้างเงินสะพัดกว่า 3,200 ล้าน

บมจ.เออาร์ไอพี ผู้จัดงาน “COMMART GAME ON” มหกรรมสินค้าไอทีสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี เผยความสำเร็จการจัดงานเมื่อ 24-27 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ที่ผ่านมา
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น